ความรุนแรงในรั้วโรงเรียน : ปัญหาสังคมเกาหลีที่ร้ายแรงเกินกว่าscandal


จาก scandal เรื่องความรุนแรงของคิม จีซู ที่ทำสั่นสะเทือนวงการบันเทิงเกาหลีใต้ และยังถูกตีข่าวไปหลายประเทศทั่วโลก เล่นเอาแฟนๆตกตะลึงและกลายมาเป็น topic ร้อนแรงที่สังคมพิพากษาการกระทำในอดีตของพระเอกดังจนน่าจะฟันธงได้ว่า เขาคงไม่มีที่ยืนในวงการนี้อีกต่อไป

แต่แท้จริงแล้ว   ต้นตอของปัญหาที่ยากจะแก้ไขนี้อยู่ที่ไหนกันแน่ ?  เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ในสังคมเกาหลีใต้แต่อย่างใด    หลายคนยังมั่นใจว่า  ในอนาคตข้างหน้า จะต้องมีเหตุการณ์กระชากหน้ากากคนดังในรูปแบบเดียวกันตามมา   รวมไปถึงข่าวสะเทือนขวัญเมื่อเหยื่อถูก  bully จนบาดเจ็บสาหัสหรือไม่สามารถทนกับความเจ็บปวดจนตัดสินใจจบชีวิตตัวเองอีกหลายกรณี
ภาพของนักเรียนใหม่ที่กลายมาเป็นฮีโร่หญิงต่อสู้กับความรุนแรงในรั้วโรงเรียนจากซีรีส์ Angry Mom  อาจจะกลายมาเป็นตลกที่แสนร้ายกาจที่เรียกเสียงฮาไม่ได้สักนิด   เมื่อหนึ่งในนักแสดงนำของเรื่องรับบทเป็นนักเรียนหนุ่มจอม bully  จะมีพฤติกรรมเดียวกันในชีวิตจริง    แม้พล็อทละครจะซับซ้อนแตกต่างกันออกไป     แต่เมื่อความจริงถูกเปิดเผยออกมาว่าพระเอกหนุ่มภาพลักษณ์สวยงามมีประวัติที่กักขฬะมากขนาดไหน   เชื่อว่าหลายคงจะทวงถามหาถึงความละอายใจและเกรงกลัวต่อบาป   เขามั่นหน้าสร้างชื่อเสียงด้วยบทบาทที่ใกล้เคียงกับพฤติกรรมรุนแรงของตัวเอง และยังโลดแล่นในวงการสร้างชื่อเสียงเงินทองอย่างภาคภูมิใจเป็นเวลาหลายปีได้อย่างไร ?    


พวก bully ในเกาหลีใต้ไม่วิตกกังวลว่าจะถูกเปิดโปงหรือไรนะ ?



:ซีรีส์เกาหลีมากมายหลายเรื่องได้พยายามตีแผ่ปัญหาการใช้ความรุนแรงในโรงเรียน และมักจะโฟกัสไปที่ครูบาอาจารย์ที่นิ่งเฉย หรือหวั่นเกรงต่ออิทธิพลครอบครัวของผู้กระทำผิด เจ้าหน้าที่รัฐและกระบวนการทางกฏหมายที่ไม่เอื้อให้เหยื่อต่อสู้เอาผิดพวก bully หลายเรื่องตอกย้ำหนักแน่นว่า เหยื่อไม่สามารถพึ่งพากระบวนทางกฎหมายได้ เพราะฝ่ายที่มีเงินจะสามารถอาศัยช่องโหว่และบิดเบือนความผิดของตัวเองให้เป็นไม่ผิด และใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างสบายใจ ในขณะที่เหยื่ออาจจะตายทั้งเป็น

การถ่ายทอดเรื่อง bully ในโรงเรียนผ่านผลงานงานหนังซีรีส์ส่วนใหญ่ ผู้ที่จะเข้ามาต่อกรกับความอยุติธรรมคือฮีโร่ที่ไม่เคยหวาดกลัวกับอิทธิพลมืด ดังซีรีส์ Angry Mom ที่คิม จีซูรับบทนำ นางเอกผู้เป็นแม่ของเหยื่อปลอมตัวเข้ามาฟาดฟันกับนักเรียนและครูอาจารย์และลากไส้ขบวนการ bully ออกมาได้ทั้งยวง




แต่ในชีวิตจริง หลายคนคงรู้ว่า มันคงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะฮีโร่มาช่วยเหลือเหยื่อเหมือนกับในซีรีส์ อัตราการฆ่าตัวตายของวัยรุ่นเกาหลีจึงพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อใคร่ครวญดูว่า ต้องมีเหยื่อจำนวนไม่น้อยที่ต้องทนเห็นพวก bully มีหน้ามีตาในสังคมอย่างชื่นบาน ในขณะที่พวกเค้าต้องเจ็บปวดทรมานกับฝันร้ายที่ยากจะลบเลือน ก็ทำให้คำว่าโรงเรียนเกาหลีฟังดูชวนสะพรึงไปเลย

แท้จริงแล้ว  ปัญหานี้มีอยู่ทุกหนทุกแห่งในโลก  ชาวเกาหลีที่ได้โยกย้ายไปศึกษาต่อในประเทศตะวันตกที่พัฒนาแล้วอย่างอเมริกา ก็เคยถูก  bully จากแนวคิดกีดกันทางเชื้อชาติ    แต่ความรุนแรงในโรงเรียนที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและส่งผลให้วัยรุ่นฆ๋าตัวตายในเกาหลีใต้นั้น  ทำให้ภาครัฐต้องระดมหาวิธีการป้องกันและแก้ไข     แต่ก็ยังมีข่าวเหยื่อความรุนแรงออกมาเรื่อยๆ     ไปถึงกรณีของเด็กมัธยมที่ฆ่าตัวตายหลังจากถูกทำร้ายมาสองปี แม้จะติดกล้องภายในโรงเรียนแล้ว    แต่ก็ไม่สามารถหลีกหนีแกงค์ bullly ไปได้ และเกิดเป็นข่าวสลดใจตามมา


บาดแผลของเหยื่อที่ไม่ได้รักษาได้เพียงแค่จดหมายที่เขียนด้วยลายมือ  

จากการสำรวจของกระทรงศึกษาธิการเกาหลีใต้เมื่อปี 2019 จากนักเรียนจำนวน 130,000 คนถึงสาเหตุของการ bully ว่า

29.4% เห็นเป็นเรื่องตลก
19.2% ไม่มีเหตุผลใดเป็นพิเศษ
14.7% เหยื่อมีรูปลักษณ์หรือพฤติกรรมที่ "แปลก"



เพราะผู้ที่เข้าร่วมการสำรวจนี้มีทั้งเด็กประถมและมัธยม เหตุผลการ bully ที่พวกเค้าบรรยายอาจจะไม่ชัดเจนนัก แต่น่าจะเป็นสิ่งอธิบายเรื่องความหมกมุ่นของคนเกาหลีในการสร้างภาพลักษณ์อันสวยงามเพื่อให้สอดคล้องกับความคาดหวังของสังคมได้อย่างชัดเจน ปัญหา bully ในโรงเรียนมีความรุนแรงมาก หากว่าคุณแสดงตัวตนที่ผิดเพี้ยนไปจากค่านิยมเพียงนิดเดียวก็อาจจะตกเป็นเป้าหมายการคุกคาม โดยที่ผู้กระทำผิดไม่รู้สึกแม้แต่น้อยว่า นี่คือพฤติกรรมย่ำแย่ที่อาจจะพังชีวิตใครบางคนจนไม่สามารถกู้คืนกลับมาได้


การประกาศสำนึกผิดขอกลับตัวผ่านจดหมายของพระเอกดังก็ไม่ต่างจากกรณีตัวอย่างของคำว่า "เสียใจเพราะถูกจับได้" หาได้เกิดจากความละอายใจในสิ่งที่เคยทำลงไปอย่างแท้จริง บางคนอาจจะมองว่า นี่เป็นอดีตที่ตามมาหลอกหลอนคนดังที่กำลังรุ่งโรจน์ให้หมดอนาคต แต่แท้จริงแล้ว คนที่ถูกอดีตตามหลอกหลอนมาเนิ่นนานคือเหยื่อต่างหาก ร้ายไปกว่านั้น พวกเค้ายังต้องเฝ้ามองคนที่ยัดเยียดความทรงจำโหดร้ายให้กับตัวเองใช้ชีวิตที่แสนเลิศเลอและได้รับความรักจากผู้คนมากมาย

เมื่อพระเอกชื่อดังถูกปลดออกจากซีรีส์ที่เพิ่งจะเปิดตัวอย่างสวยงาม และเป็นไปได้ว่าจะถูกตัดโอกาสให้กลับมาสร้างชื่อเสียงในวงการได้อีก เหตุการณ์แบบกรรมตามสนองอาจจะทำให้ชาวเน็ทได้สัมผัสถึงความสะใจ แต่การประกาศขอโทษและยอมรับผิดนั้นจะชดเชยความรู้สึกของเหยื่อได้หรือไม่นั้น จากข้อกล่าวหาอันรุนแรงจากบุคคลนิรนามที่ได้สุมไฟในกระแส "แฉ bully"จนแผดเผาเป็นวงกว้างก็จะพบว่า หากทุกสิ่งเป็นความจริง มันคงเป็นเรื่องยากเย็นที่จะก้าวข้ามเรื่องนี้ไปได้

วัฒนธรรมแบบอุปถัมภ์นิยม-อำนาจนิยมที่ทำให้ปัญหา bully ระบาดไปทั่ว


ภาพปัญหา bully ที่ถูกถ่ายทอดผ่านละครนั้นมักวนเวียนอยู่กับฉากเจรจาระหว่างผู้ปกครองของนักเรียนผู้กระทำผิดและเหยื่อโดยมีครูเป็นสื่อกลาง แต่โดยมากแล้ว เรามักจะเห็นครูปฏิบัติต่อพ่อแม่ที่มีฐานะร่ำรวยทรงอิทธิพลอย่างนอบน้อมซะยิ่งกว่าพ่อแม่ตัวเอง ส่วนฝั่งเหยื่อที่มีพื้นเพ "ด้อยกว่า" นั้น ไม่ว่าจะบาดแผลหรือหลักฐานมัดตัวเช่นไร ก็มิอาจเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับตัวเองได้ หากไม่ลาออกไปพวกเขาต้องกล้ำกลืนฝืนทนเพื่อจะได้หลุดออกจากขุมนรกนี้เมื่อจบการศึกษา

ปัญหา bully ในชีวิตจริงจะมาจากการใช้อำนาจคุกคามดังในละครหรือไม่ ?

คนเกาหลีใต้ขค้นชื่อลือชาเรื่องการให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์อย่างเข้มข้น นั่นทีสาเหตุหลักเพื่อหลีกเลี่ยงการ bully นั่นเอง

เมื่อเด็กๆเติบโตมาจากการเลี้ยงดูที่ชักจูงให้เชื่อว่า หากเป็นเจ้าของอำนาจแล้วจะสามารถทำทุกอย่างตามอำเภอใจ แม้ว่าจะเป็นการล่วงละเมิดผู้อื่นก็ไม่เกิดผลกระทบตามมา เมื่อรวมกับแนวคิดอนุรักษ์นิยมแบบสุดกู่ ทำให้กลุ่มคนที่ถูกจัดว่าเป็น "ผู้ด้อยกว่า" ในสังคมไม่สามารถหลีกเลี่ยงการ bully ได้ ยกตัวอย่างเช่น ผู้ที่มีฐานะทางการเงินไม่ดี ผู้ที่มาจากครอบครัวแม่เลี้ยงเดี่ยว ผู้ที่มีรูปร่างหน้าตาห่างจาก beauty standard มักจะกลายเป็นเป้าหมายความรุนแรง

ในขณะที่ผู้กระทำต้องการแสดงอำนาจด้วยพฤติกรรมรุนแรงสร้างความหวาดกลัวในโรงเรียนและอาศัยกลุ่มเพื่อนสนับสนุนเพื่อตามคุกคามเหยื่อ ยิ่งคนรอบข้างได้ประจักษ์ว่าการกระทำของพวกเค้ามีอานุภาพรุนแรงต่อเหยื่อมากขนาดไหน อำนาจก็ยิ่งเพิ่มพูนขึ้น หน้ำซ้ำยังสามารถลอยตัวจากกระทำผิดด้วยด้วยการใช้ความเป็น "อภิสิทธิ์ชน" หลบหลีกบทลงโทษเมื่อเหยื่อร้องขอความช่วยเหลือ







Class Of Lies ผลงานซีรีส์อีกเรื่องที่ขยี้เรื่องการใช้อำนาจของอภิสิทธิ์ชน ใช้เงินและอำนาจอุปถัมป์องค์กรเพื่อให้ดำเนินงานตามความต้องการ อันเป็นรากฐานของคอร์รัปชัน

" เรื่องราวแบบนี้มีอยู้ทุกหนทุกแห่ง ที่ทำงานกองทัพ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย ถึงเรียนจบออกไปสู่โลกแล้ว ถ้าไม่มีเงิน ไม่มีอำนาจ ไม่มีเส้นสาย ก็จะถูกแกล้งอยู่ดี"
นักเรียนหนุ่มวัยรุ่นบอกกับคุณครูถึง "สัจธรรมชีวิต" ที่ต้องยอมรับ ถึงแม้เขาจะเคยคิด

จะเอาผิดกลุ่มเด็กรวยที่รุม bully แต่เพราะเป็นคนยากจนต้องวิ่งวุุ่นทำงานเลี้ยงปากเลี้ยงท้องและเรียนไปด้วย เขาจึงเลิกคิดจะต่อสู้


เราต่างก็รู้ดีว่า ตรรกะเรื่องผู้ที่เกิดมาต้นทุนไม่สูงต้องจำใจยินยอมให้คนมีอำนาจเหยียบย่ำศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไม่ได้ปรากฏอยู่ในละครเท่านั้น แต่ก็ต้องสลดใจเมื่อได้เห็นว่า แม้แต่ในสังคมนักเรียนที่ยังเป็นเด็กก็ต้องรับมือกับเรื่องโหดร้ายเช่นนี้แล้ว


อีกหนึ่งผลงานดังที่โฟกัสเรื่องความรุนแรงในโรงเรียกคือ  School 2015    เมื่อหัวโจกจอม bully ตามจองเวรเพื่อนร่วมชั้นที่กล้าหาญเพื่อนอีกคนที่ตกเป็นเป้าหมายก่อนหน้า   การคุกคามทั้งร่างกายและจิตใจนั้นรุนแรงมากจนเหยื่อพยายามฆ่าตัวตาย   เมื่อเรื่องราวดำเนินไปต้นสาบปลายเหตุของความรุนแรงก็ไม่น่าแปลกใจ  พ่อของจอม bully สั่งสอนไม่ให้ลูกสาวทำตัวเหมือนสายลมที่อ่อนโยน เพราะจะทำให้วัชพืชเติบโตสร้างความเดือดร้อน แต่จงเหยียบย่ำมันให้สิ้นซาก!

ความตึงเครียดในระบบการศึกษาเกาหลีใต้ทำให้สภาพแวดล้อมมีความเสี่ยงต่อความรุนแรงในโรงเรียน

ชั่วโมงเรียนอันเข้มข้นยาวนานจนยากจะหาเวลาว่างผ่อนคลาย การแข่งขันเพื่อผลการเรียนและการสอบเข้ามหาวิทยาลัยชื่อดังเพื่อสร้างความภูมิใจให้กับครอบครัว ภาพเหล่านี้มักจะปรากฏตามซีรีส์ที่บอกเล่าเรื่องราวของวัยรุ่นเกาหลี และนักวิชาการชี้ว่า นี่คือหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้โรงเรียนไม่ใช่สถานที่ปลอดภัยในความคิดของเด็กๆหลายคน

จู มี แบ จิตแพทย์จากเกาหลีใต้ได้ให้สัมภาษณ์กับ CNN ว่า
" เด้กนักเรียกนไม่ได้มองเพื่อนที่โรงเรียนในฐานะเพื่อน และเชื่อว่าจะจำเป็นต้องเอาชนะกันเพื่อความก้าวหน้า เด็กที่เรียนเก่งจะมุ่งมั่นเอนะเรื่องการเรียน ส่วนเด็กที่เรียนไม่ดีอาจจะพยายามหาทาง bully หรือบงการคนอื่น"


ผู้ช่วยอาจารย์ใหญ่แห่ง Daegu International School ได้ให้ความเห็นว่า ความตึงเครียดจากการแข่งขันในการเรียนได้กระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมไม่ดีอย่างการใช้ความรุนแรงในโรงเรียน และบุคลากรในโรงเรียนไม่ควรจัดลำดับเปรียบเทียบนักเรียน และควรจะจัดสภาพแวดล้อมที่ทำให้นักเรียนรู้สึกวางใจ กล้าที่จะขอความช่วยเหลือเมื่อต้องการ แต่การแก้ไขปัญหานั้นไม่ใช่เรื่อง่ายเลย ทุกฝายจะต้องหันหน้าเข้าหากันเพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับเด็กๆ


ครูบางคนเชื่อว่า ความรุนแรงที่เกิดในโรงเรียนเป็นผลมาจากการแบกความหวังอันสูงลิบลิ่วของพ่อแม่ แม้ว่าจะอยู่เพียงชั้นมัธยมต้น ก็ต้องฝ่าฟันเพื่อเข้าโรงเรียนมัธยมปลายชื่อดังให้ได้ พวกเค้าเกิดความเครียดสูงมากและบางคนเลือกระบายออกด้วยความรุนแรง วิธีป้องกันปัญหาคือ การปรับเปลี่ยนวิธีการเลี้ยงดูไม่ให้กดดันเด็กๆมากจนเกินไปนั่นเอง


สอดคล้องกับอาจารย์มหาวิทยาลัยในโซลที่ระบุว่า การให้มุ่งให้ความสำคัญแต่การจัดวัดระดับทำให้นักเรียนในเกาหลีใต้มีความเครียดสูงกว่าประเทศอื่น โดยเฉพาะระบบการศึกษาแบบเกาหลี เมื่อเปรียบเทียบกับโรงเรียนนานาชาติ เด็กๆสามารถค้นหาว่าตัวเองชื่นชอบและถนัดด้านใดเป็นพิเศษและต่อยอดพัฒนาความสามารถขึ้นมาโดยไม่เกิดความกดดันเท่ากับการเรียนการสอนแบบเกาหลี


(จากCNN และ Koreajoongangdaily)






โศกนาฏกรรมการเสียชีวิตของน้องซึงมิน

เมื่อ 9 ปีก่อน ข่าวการฆ่าตัวตายของน้องซึงมินวัยเพียง 13 ได้สร้างความตกตะลึงให้กับชาวเกาหลีใต้ สื่อต่างประเทศได้เข้ามาเจาะลึกเพื่อตีแผ่สาเหตุที่ทำให้เด็กวัยใสตัดสินใจกระโดดตึก เขาเป็นหนุ่มน้อยสดใสร่าเริงที่คอยเต้นและร้องเพลงให้แม่ชมผ่อนคลายจนหายเหยื่อยล้าจากการทำงาน แต่เมื่อได้เห็นร่างอันไร้วิญญาณของซงมินก็ไม่สามารถทำใจให้เชื่อได้ว่าเขาจากไปแล้ว

" ตัวของเค้ายังอุ่นอยู่ ฉันจึงร้องหาหมอให้ช่วยเหลือ แต่ทุกคนบอกว่าลูกชายของฉันตายเสียแล้ว"


ซึงมินเขียนจดหมายสั่งเสียและบรรยายถึงชีวิตในโรงเรียนที่เป็นเหมือนกับฝันร้าย เมื่อเด็กชาย 2 คนรวมหัวกันกลั่นแกล้ง รีดไถเงิน เอาหนังสือไปซ่อน และเริ่มทำร้ายร่างกายหนัก เขาถูกรัดคอด้วยสายไฟแล้วลากไปตามพื้น ใช้ไฟแช็คลนตามตัว


เรื่องเลวทรามเหล่านี้เกิดขึ้นโดยที่ครอบครัวของเขาไม่รู้เลยแม้แต่น้อย จนกระทั่งพ่อแม่ต้องมาพบกับศพจมเลือกภายใต้ผ้าคลุมสีขาว...และช็อคไปยิ่งว่านั้น เมื่อผลการชันสูตรพบว่า ร่างกายของลูกมีร่องรอบฟกช้ำจากการทุบตีเต็มไปหมด




แม่ของซึงมินที่มีอาชีพครูเปิดเผยว่า แม้ตัวการจอม bully ทั้งสองจะถูกส่วตัวไปชดใช้ความผิดในสถานพินิจ แต่โรงเรียนก็มีความผิดเช่นเดียวกัน เพราะเห็นได้ชัดว่า แทนที่จะป้องกันปัญหา โรงเรียนพยายามกลบเกลื่อนไม่ให้มีข่าวฉาว เพราะเมื่อห้าเดือนก่อนที่ซึงมินจะฆ่าตัวตาย มีเด็กผู้หญิงที่อยู่ชั้นเดียวกันถูก bully จนตัดสินใจปลิดชีวิตตัวเองมาแล้ว แต่ไม่มีการเคลื่อนไหวเพื่อแก้ไขปัญหาจนเกิดเรื่องเศร้าขึ้นซ้ำ ( โรงเรียนปฏฺิเสธให้ความเห็น แต่เปลี่ยนครูใหญ่หลังจากที่เรื่องของซึงมินเป็นข่าวดังระดับชาติ)




เมื่อปี 2019 ข่าวการใช้ความรุนแรงในโรงเรียนได้ทำให้ชาวเกาหลีร่วมวิพากษ์อย่างเผ็ดร้อน เมื่อเด็กชายวัยรุ่น 4 คนถูกเรียกตัวมาสอบสวนในฐานะผู้ต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของเด็กที่ตกลงมาจากตึก และนั่นเป็นเครื่องยืนยันว่าเรื่องราวการ bully ที่เราเห็นในซีรีส์ ไม่ได้มาจากจินตนาการของนักเขียนบทเพียงเท่านั้น ที่น่าสะพรึงคือ เด็กในภาพที่สามจากด้านซ้ายกำลังใส่ jacketของผู้เสียชีวิตในขณะที่ถูกพันธนาการไว้ด้วยกุญแจมือ ผู้ที่เปิดเผยเรื่องนี้คือแม่ของเหยื่อที่จดจำ jacket ตัวนี้ได้ และเจ้าหน้าที่ได้ส่งมันคืนต่อผู้สูญเสียในภายหลัง

วัยรุ่นทั้งสี่ถูกตั้งข้อหาทำร้ายร่างกายและขู่กรรโชก ตำรวจยังพบหลักฐานว่า เด็กสองคนได้ร่วมพูดคุยวางแผนทำร้ายเหยื่อผ่าน social media ความรุนแรงที่เกิดขึ้นทำให้เหยื่อหวาดกลัวอย่างรุนแรงและตัดสินใจกระโดดหนีไปที่เครื่องระบายอากาศที่อยู่ด้านล่าง แต่ทรงตัวไม่อยู่จึงพลัดตกลงมา

เหยื่อเป็นเด็กชายลูกครึ่งรัสเซีย-เกาหลี ( อีกหนึ่งกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นเป้าหมาย bully เพราะในสังคมนี้ยังปัญหาเรื่อง discrimination อยู่)

ผู้กระทำผิดที่อยู่ในวัย 14-16 ได้รับโทษจำคุกตามกฎหมายใหม่เกี่ยวกับผู้ต้องโทษที่เป็นผู้เยาว์ แต่มีความเป็นไปได้ว่า หากมีความประพฤติดีก็จะถูกคุมขังด้วยระยะเวลาขั้นต่ำคือ ราวๆ 18 เดือน



เมื่อครอบครัวเรียกร้องการชดใช้ค่าเสียหายจากโรงเรียนและผู้กระทำผิด

เมื่อหลายปี พ่อแม่ของเด็กสาววัย 14 ที่กระโดดตึกฆ่าตัวตายได้ฟ้องร้องครูใหญ่ ครูที่ปรึกษา และพ่อแม่ของเด็กร่วมชั้นเรียนที่มีรายชื่อปรากฏในจดหมายลาตายให้ร่วมกันชดใช้เป็นเงินราวๆ 345,570 เหรียญดอลลาร์ หลังจากที่สู้คดีติดต่อกันหลายปี ศาลได้พิจารณาจากหลักฐานชี้ชัดว่า เหยื่อถูกทำร้ายร่างกายและบีบคั้นจิตใจอย่างหนักจากเพื่อนร่วมชั้นเรียน และพิจารณาให้จำเลยชดใช้ให้กับครอบครัวเป็นเงิน 112,310 ดอลลาร์ เพราะมองว่าเหยื่อเป็นผู้ตัดสินใจปลิดชีวิตตัวเอง และครอบครัวจำเป็นจะต้องมีส่วนร่วมในการดูแลด้วย

(จาก www.upi.com)



ความรุนแรงในโรงเรียนเกิดขึ้นได้ทุกที่ แต่มันอาจจะไม่เป็นข่าวสร้างความฮือฮาเหมือนกับเรื่องดาราถูกแฉ อุทาหรณ์จากความเจ็บปวดและความสูญเสียตลอดระยะเวลาหลายปีจะทำให้ผู้คนสังคมหันมาให้ความสำคัญกับปัญหานี้อย่างจริงจังและร่วมมือกันได้เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยหรือไม่นั้น คำตอบในใจของหลายคนอาจจะไม่เหมือนกันไปหมด สิ่งที่เราทำได้ในตอนนี้ คือการดูแลลูกหลานไม่ให้ต้องกลายเป็นทั้งผู้กระทำหรือเหยื่อ นี่คือคือปัญหาที่ร้ายแรงมากกว่า scandal ชั่วครั้งชั่วคราว มันอาจจะทำให้ชีวิตหลายคนต้องพังทลาย ไม่ว่าจะมีเงินมากแค่ไหนก็ไม่อาจจะชดเชยได้


The End

พกจีบันไว้ใกล้ตัว

อ่านเรื่องที่ชอบ คุยกับเพื่อนต่อได้ในแอป

Download on the App StoreGet it on Google Play
รู้จัก Jeban.com App

Discussion (8)

เอาเรื่องนี้มาทำเป็นหนังเยอะมากกเลยค่ะ มาจากเรื่องจริงก็มี
จริงค่ะ โหดมาก ต้องมีแบบนี้เกือทุกเรืองในโรงดรียนเลยค่ะ
คนทำไม่เคยจำ คนถูกกระทำไม่เคยลืม