กรี๊ดดดดดดดดดดด ฉันจะไม่ยอมให้ใครมาเอาเปรียบฉันอีกต่อไป!!!!!
LawTU23ทำไมคนทั่วไปถึงคิดว่าการเรียกร้องความยุติธรรมให้กับตนเองเป็นเรื่องใหญ่ หนักหนาสาหัส และลำบากวุ่นวาย ?
รู้ไหมคะว่าสิ่งที่พวกคุณกำลังทำอยู่นั้น มันทำให้พวกคนใจร้ายได้ใจกันแค่ไหน ลองคิดดูดีๆสิคะว่า พวกเขาเหล่านั้น ไม่ได้ขายสินค้าให้กับคุณเพียงคนเดียว มีคนที่ได้รับความเสียหาย ไม่ว่าจะทั้งร่างกาย จิตใจ เหมือนอย่างคุณ ไม่รู้กี่ร้อยกี่พันคน ถ้าทุกคนคิดแบบนี้เหมือนกันหมด ก็เท่ากับว่าคุณเองก็สนับสนุนให้เขากระทำความผิดทางอ้อม เพราะคุณรู้ว่าเขาทำผิด แต่คุณกลับเฉย ไม่ทำอะไร
ผู้ขายได้เงินจากค่าสินค้าจากคุณไปตั้งมากมาย ใช้จ่ายสะดวกสบาย แต่คุณต้องมาทนรับความเสียใจ ที่เสียทั้งเงิน เสียทั้งเวลา เสียทั้งผิวหน้าที่ควรจะอ่อนเยาว์ตามวัย แต่กลับขึ้นเป็นฝ้าบ้าง หน้าลอกบ้าง สิวและผื่นแดงขึ้นไปทั่ว เวลาไปไหนก็ต้องคอยปกปิด ใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก (ทางเราก็ได้รับเคสจากบุคคลที่ได้รับความเสียหายจากครีมดังในพันทิปเหมือนกัน กระทู้ฮอทที่คุณๆคงจะรู้กันดี)
มาเถอะคะสาวๆ(และหนุ่ม)ทั้งหลาย อย่ายอมให้ใครมาเอารัดเอาเปรียบเรา ถึงเวลาที่เราต้องเรียกร้องความยุติธรรมให้ตัวเองแล้ว!!!!
Discussion (3)
หนูพลาดไปแล้วค่ะ สคบ.ช่วยหนูด้วยยยยย!!!!
หากคุณใช้เครื่องสำอางแล้วหน้าพัง โปรดตระหนักว่า มันไม่ใช่เรื่องจำทน ไม่ใช่เรื่องเวรกรรม ใครคนทำต้องรับผิดชอบ!! คุณคือผู้บริโภค มีสิทธิได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย!!
หลายคนอาจพยักหน้าใช่ๆ แต่แล้วปัญหาคือต้องทำอย่างไรต่อ! จะรักษาสิทธิได้ยังไง ถ้าแจ้งตำรวจเขาจะรับแจ้งหรือเปล่า? หรือต้องฟ้องศาล? ดูยุ่งยาก น่ากลัว แล้วจะฟ้องศาลไหน? ต้องจ้างทนายไหม? เสียค่าใช้จ่ายหรือเปล่า? แค่คิดก็มึนตึ้บ!! เอาเข้าจริงผู้บริโภคอย่างเราควรทำอย่างไรดี? องค์กรหนึ่งที่เราแนะนำ ถ้าคุณใช้เครื่องสำอางแล้วหน้าพัง คิดอะไรไม่ออก ลองบอก “สคบ.”
สคบ.หรือชื่อเต็มคือ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เป็นองค์กรของรัฐที่ทำหน้าที่ให้ความช่วยเหลือผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายจากการบริโภค ตลอดจนมีภารกิจอื่นๆ เช่น ควบคุมฉลากสินค้า กำหนดรายชื่อสินค้าไม่ปลอดภัยห้ามจำหน่าย ฯลฯ หากคุณนึกไม่ออกว่าจะร้องเรียนกับหน่วยงานใด สคบ.เป็นหน่วยงานกลางที่ช่วยคุณได้ ทั้งในด้านการปราบปรามผู้ผลิต เยียวยาความเสียหายให้เราผู้บริโภค หรือประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
++++++++++ก่อนร้องเรียนกับสคบ.เราควรถามตัวเองก่อนสองข้อ ถ้าไม่ผ่านสองข้อนี้ก็เตรียมใจรับสภาพหน้าพัง++++++++++
คือ 1.เครื่องสำอางที่เราซื้อมาเห็นได้อยู่แล้วว่าไม่ได้มาตรฐานหรือไม่ มีฉลากไหม ของปลอมหรือเปล่า มีร่องรอยชำรุดเสียหายชัดเจนหรือไม่ ดูสภาพสินค้า
2.เราได้ใช้ตามวิธีที่เขาแนะนำหรือไม่ เก็บรักษาถูกต้องตามที่ระบุในฉลากหรือเปล่า
***เราต้องตอบสองข้อนี้ให้ได้ เพราะถ้าตอบไม่ได้ แสดงว่าเราเอาตัวเองเข้ารับความเสี่ยงต่อความเสียหายที่เห็นได้ว่าน่าจะเกิดขึ้น กฎหมายไม่คุ้มครองนะครับ! ก็เมื่อเรารู้ว่าน่าจะต้องเกิดความเสียหายยังขืนใช้แล้วจะโทษใคร!! ถ้าตอบได้ก็เตรียมตัวร้องเรียนได้เลย
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
การร้องเรียนต่อสคบ.เราจะต้องไปกรอกแบบฟอร์มคำร้องที่สำนักงานสคบ. ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ อาคารรัฐประศาสนภักดี ชั้น 5 (สายด่วน 1166) หรืออาจจะแจ้งเรื่องร้องเรียนทางอินเทอร์เน็ตในเว็บไซต์ สคบ.ก็ได้ ผู้ร้องเรียนจะต้องเตรียม เอกสารหลักฐานให้พร้อม เพื่อจะนำมาใช้ประกอบกับการบันทึกร้องเรียน ดังนี้ (เอกสารทั้งหมดให้ถ่ายสำเนา 5 ชุด)
1. บัตรประจำตัวประชาชน/บัตรประจำตัวข้าราชการ
2. ทะเบียนบ้านผู้ร้องเรียน
3. ที่อยู่ที่สามารถติดต่อกับผู้ประกอบธุรกิจ
4. เอกสารโฆษณา,ภาพถ่าย (ถ้ามี)
6. ใบเสร็จรับเงิน
7. หนังสือ, จดหมายโต้ตอบระหว่างผู้ร้องเรียน กับผู้ประกอบธุรกิจ (ถ้ามี)
8. เอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการซื้อสินค้า
9. เตรียมไปรษณียบัตร จำนวน 1 แผ่นพร้อมกรอก ชื่อ -ที่อยู่ของ ผู้ร้องเรียน
10. เตรียมอากรแสตมป์จำนวน 30 บาท
การยื่นเรื่องร้องเรียน
ผู้บริโภคยื่นเรื่องร้องเรียน ที่สำนักงานคณะกรรมการ คุ้มครองผู้บริโภค (กรุงเทพฯ) หรือคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้ บริโภคประจำจังหวัดในจังหวัดที่ท่านอาศัยอยู่ โดยมีขั้นตอนดังนี้
1. ผู้ร้องเรียนกรอกรายละเอียด ในแบบบันทึกคำร้องเรียนพร้อมแนบเอกสาร (เอกสารลงชื่อรับรองสำเนาทุกฉบับ) มอบให้เจ้าหน้าที่
2. ผู้ร้องเรียนกรอกรายละเอียด ในแบบหนังสือมอบอำนาจ (มอบอำนาจให้ สคบ. ดำเนินการแทนผู้ร้อง) พร้อมติดอากรแสตมป์จำนวน 30 บาท
3. กรณี ผู้บริโภคไม่สามารถร้องเรียนด้วยตนเองได้ ผู้มาร้องเรียนแทน จะต้องมีหนังสือรับรองมอบ อำนาจจากผู้บริโภค (พร้อมติดอากรแสตมป์จำนวน 30 บาท) นำมายื่นต่อเจ้าหน้าที่ด้วย
ที่สำคัญคือแม้เราจะร้องเรียนกับสคบ.แล้ว เราก็ควรจะต้องเตรียมตัวให้พร้อมในการรักษาสิทธิของเรา โดยเตรียมพยานหลักฐานสำคัญต่างๆที่คิดว่ามีประโยชน์ในการดำเนินการทางกฎหมาย เช่น ตัวเครื่องสำอางที่ก่อความเสียหาย ถ่ายภาพความเสียหายไว้ (หน้าพังแบบใด ขนาดไหน) เอกสารโฆษณาสินค้า หลักฐานการซื้อขาย เป็นต้น สิ่งเรานี้จะช่วยให้การดำเนินการของเจ้าหน้าที่สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น และมีโอกาสได้รับการเยียวยามากขึ้น
ทาง สคบ.จะเริ่มดำเนินการจากการเรียกคู่กรณีมาไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อน ถ้าไกล่เกลี่ยสำเร็จ ตกลงกันได้มีการจ่ายค่าเสียหายก็เลิกแล้วกันไป
หากไม่สำเร็จจะเสนอเรื่องไปที่คณะกรรมการเพื่อพิจารณาอีกชั้นหนึ่ง ทางสคบ.อาจดำเนินการฟ้องร้องคดีให้แทนเราในบางกรณีการที่ สคบ.จะฟ้องให้นั้นมีเงื่อนไขบางประการในกฎหมาย เช่นจะต้องเป็นประโยชน์ต่อประชาชนทั่วไป ฯลฯ (ดูตัวอย่างผุ้ประกอบการที่ถูกดำเนินคดีใน เว็บไซต์ สคบ.) ถ้าเข้าหลักเกณฑ์ที่จะฟ้องให้และคณะกรรมการอนุมัติ สคบ.ก็จะฟ้องร้องคดีต่อศาลแทนเราตามกฎหมายต่อไป นอกจากนี้สคบ.ยังมีขอบอำนาจหน้าที่อื่นๆอีก เช่นประสานกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจค้น ปราบปรามแหล่งผลิต จับกุมผู้กระทำผิด เป็นต้น การร้องเรียนกับสคบ.ที่เป็นหน่วยงานกลางคุ้มครองผู้บริโภคจึงเป็นประโยชน์หลายมิติ ทั้งเราอาจได้รับการเยียวยาควมเสียหาย ทั้งมีการเข้าปราบปรามแหล่งผลิต ดำเนินคดีตามกฎหมายด้วย
การเป็นผู้ผลิตโภคที่ดีนั้น ต้องรู้สิทธิของตัวเอง แต่แค่นั้นยังไม่พอ ต้องรู้ช่องทางในการรักษาสิทธิของตัวเองด้วย สิทธินั้นจึงจะมีความหมาย กฎหมายไทยมีช่องทางมากมายในการรักษาสิทธิให้เรา ขึ้นอยู่กับว่าเราจะรู้หรือไม่ และจะใส่ใจรักษาสิทธิของเราหรือไม่ ถ้าผุ้บริโภคไม่วางเฉยเสียแล้ว ผู้ผลิตก็จะไม่กล้าเอาเปรียบกระทำผิดกฎหมายอย่างนี้อีกต่อไป...
+++++++++++++++++++++++++++++++
เลือกก่อนซื้อ ดีกว่าซื้อแล้วเรื่องใหญ่....
หากคุณเป็นคนหนึ่งที่สนใจในสุขภาพผิว เพียงแค่คุณหันมาใส่ใจในการเลือกซื้อเครื่องสำอาง เชื่อหรือไม่ว่าจุดเริ่มต้นเพียงเล็กน้อยนี้จะสามารถช่วยป้องกันอันตรายที่อาจเกิดจากเครื่องสำอางนั้นได้
!!!! ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่าสิ่งใดจัดเป็นเครื่องสำอางบ้าง !!!!
โดยตามพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ.2535 ได้กำหนดว่า “เครื่องสำอาง” หมายถึงวัตถุที่มุ่งหมายใช้สำหรับ
ทา ถู นวด โรย พ่น หยดใส่ อบ หรือกระทำด้วยวิธีอื่นใดต่อส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายเพื่อความสะอาด สวยงามหรือส่งเสริมให้เกิดความสวยงาม ตัวอย่างเช่น ครีมทาหน้า สบู่ แชมพู ยาสีฟัน อายไลน์เนอร์ แป้งโรยตัว หรือแม้กระทั่งผ้าอนามัยก็จัดเป็นเครื่องสำอางเช่นกัน แต่ไม่รวมถึงเครื่องประดับซึ่งเป็นอุปกรณ์ภายนอกร่างกาย
+++++++++++++++++++++++++++++
วิธีการเลือกโดยหลักแล้วควรซื้อเครื่องสำอางจาก "ร้านค้าที่เชื่อถือได้" เช่น
เคานเตอร์แบรนด์ต่างๆ ในห้างสรรพสินค้า ซึ่งน่าเชื่อถือมากกว่าการซื้อเครื่องสำอางตามตลาดนัด หรือจากอินเตอร์เน็ต
(เราไม่ได้สนับสนุนให้คุณซื้อของแพง รึเห่อของแบรนด์แต่อย่างใด เนื่องจากแบรนด์ดังๆเขาจะมี"บริการผู้บริโภค" รึไอ้เบอร์โทรศัพท์ที่แปะอยู่ในฉลากที่ให้เราโทรไปฟรีนั่นแหละ นั่นจะช่วยบรรเทาปัญหาในเบื้องต้นได้โดยดารโทรไปแจ้งทางแบรนด์โดยตรงว่าคุณมีปัญหากับผลิตภัณฑ์ และแน่นอนว่าแบรนด์ดังอยู่ได้ด้วยความเชื่อมั่นของผู้บริโภค เขาช่วยเหลือคุณๆได้บ้าง)
***แต่หากต้องซื้อจากอินเตอร์เน็ต ควรตรวจสอบว่าเว็บไซต์ของร้านค้านั้นๆ ได้รับการจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์กับทางกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์หรือมีหมายรับรองความน่าเชื่อถือ(Trustmark) หรือไม่ ด้วยการค้นหารายชื่อเว็บไซต์ได้ที่ http://www.trustmarkthai.com/ecm/public/search.html
***หรือในกรณีการซื้อขายผ่าน Instragram ต้องมีหลักฐานบ่งบอกรายละเอียดตัวตนผู้ขายที่เชื่อถือได้พอสมควร
********..........ที่สำคัญควรเก็บหลักฐานในการซื้อขายเครื่องสำอางชิ้นนั้นไว้ อาทิเช่น ใบเสร็จชำระเงิน ชื่อที่อยู่ผู้จำหน่าย รวมถึงกล่องบรรจุผลิตภัณฑ์ เพื่อเป็นหลักฐานในการเอาผิดต่อผู้จำหน่ายและผู้ผลิตในอนาคตในกรณีที่ได้รับความเสียหาย........
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ต่อมาในการซื้อนั้นควรดูฉลากที่กำกับ
เพราะเครื่องสำอางทุกชนิด ต้องมีฉลากภาษาไทย โดยที่ฉลากจะต้องประกอบไปด้วย
1. เลขที่ใบรับแจ้ง 10 หลัก โดยตรวจสอบได้ที่ www.fda.moph.go.th หรือทาง แอพพลิเคชั่น ORYOR SMART APPLICATION
2. ชื่อสารที่เป็นส่วนผสมทุกชนิด ต้องไม่มีสารต้องห้าม เช่น สารไฮโดรควิโนน สารปรอท และกรดเรทิโนอิก หรือ กรดวิตามินเอ ในปริมาณที่เกินกำหนด
3. ชื่อเครื่องสำอาง ว่าชนิดของเครื่องสำอางตรงตามความต้องการแน่นอนหรือไม่
4. ชื่อที่ตั้งของผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า
5. คำเตือน(ถ้ามี)
6. เลขที่แสดงครั้งและเดือนปีที่ผลิต
7. เดือนปีหมดอายุ
นอกจากนี้สิ่งที่ควรพึงสังเกต คือ บรรจุภัณฑ์ ควรอยู่ในสภาพดีไม่บุบหรือแตกรั่ว อีกทั้งควรมีการทดสอบอาการแพ้ก่อนใช้ โดยทาเครื่องสำอางที่บริเวณท้องแขนในปริมาณเล็กน้อยแล้วทิ้งไว้ ๒๔-๔๘ ชั่วโมง หากเกิดความผิดปกติให้หยุดใช้ทันที และอย่าหลงเชื่อคำโฆษณาเกินจริง
++++++++++++++++++++++++++++
อย. ช่วยคุณได้ อย่าปล่อยให้ผู้ร้ายลอยนวล!!!!!!
กรณีที่เราได้ตรวจสอบข้อมูลเครื่องสำอางที่ซื้อมาใช้แล้ว แต่เรามีอาการแพ้เกิดขึ้นหลังจากใช้เครื่องสำอางไประยะหนึ่งทั้งที่ได้ใช้ผลิตภัณฑ์ตามคำแนะนำในฉลากแล้ว ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าผลิตภัณฑ์นั้นไม่ได้มาตรฐานในการผลิตเช่น อาจมีการปลอมปนสารต้องห้ามลงไปในตัวผลิตภัณฑ์ซึ่งไม่ตรงกับที่ได้จดแจ้งไว้กับ อย. หรือผลิตภัณฑ์หมดอายุก่อนถึงกำหนด เป็นต้น เราก็มีช่องทางในการร้องเรียนเพื่อให้มีการตรวจสอบผลิตภัณฑ์ได้หลายช่องทางดังนี้
1. สายด่วน อย. โทรศัพท์ 1556
2. โทรศัพท์ 0 2590 7354-5, โทรสาร 0 2590 1556
3. จดหมาย/หนังสือ (ร้องเรียน)ที่ ตู้ ปณ. 1556 ปณฝ. กระทรวงสาธารณสุข 11004
4. อีเมล์ 1556@fda.moph.go.th
5. ร้องเรียนด้วยตนเอง (หรือกรณีมีตัวอย่างผลิตภัณฑ์มามอบให้) โดยผู้บริโภคที่อยู่ในต่างจังหวัด แจ้งร้องเรียนที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ส่วนผู้บริโภคที่อยู่ในเขต กรุงเทพฯ สามารถร้องเรียนได้ที่ ศูนย์เฝ้าระวังและรับเรื่องร้องเรียนผลิตภัณฑ์สุขภาพ (ศรร.) ตึกสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
โดยผู้บริโภคที่ประสบปัญหาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สุขภาพ สามารถร้องเรียนหรือแจ้งข้อมูล โดยแจ้งชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อได้ พร้อมรายละเอียดของเรื่องที่ต้องการร้องเรียนเพื่อความสะดวกในการติดต่อกับเจ้าหน้าที่
เมื่อเราได้ทำการร้องเรียนต่อ อย.แล้ว ไม่ว่าโดยช่องทางใด เจ้าหน้าที่ก็จะออกเก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์ชนิดที่เราได้ร้องเรียนจากท้องตลาด เพื่อนำไปตรวจสอบในห้องปฏิบัติการ หากพบว่าผลิตภัณฑ์มีข้อบกพร่องจริง ก็จะมีการแจ้งให้ผู้ร้องเรียนรับทราบเรื่อง รวมทั้งแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการกับผู้เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ต่อไป
ดังนั้นเราในฐานะผู้บริโภค หากประสบปัญหาใดๆอันเกิดจากการใช้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ในเบื้องต้นเราควรตรวจสอบด้วยตนเองเสียก่อนว่าเราได้ใช้ผลิตภัณฑ์ถูกต้องตามคำแนะนำในฉลากแล้วหรือไม่ หากยังมีข้อสงสัยก็สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.)ตามเบอร์โทรศัพท์และที่อยู่ดังกล่าวข้างต้น
+++++++++++++++++++++++++
แกต้องชดใช้สิ่งที่ทำไว้กันฉันนนน!!!!!
ขั้นตอนการดำเนินคดีผู้บริโภคในศาลแพ่ง
หากเราได้รับความเสียหายจากสินค้าหรือบริการ เรามีสิทธิฟ้องผู้ผลิตหรือผู้ขาย เป็นคดีผู้บริโภคเกี่ยวกับเรื่องนั้นได้ โดยจะต้องไปฟ้องศาลนั้นแยกเป็นกรณีได้ดังนี้ คือ
1 ซื้อของหน้าร้าน/ตลาด ให้ไปศาลที่ใกล้ร้านมากที่สุด
2.ซื้อของทางอินเตอร์เน็ตทางโทรศัพท์ที่โต้ตอบกันได้ทันทีให้ไปศาลใกล้กับสถานที่ที่เราติดต่อทางโทรศัพท์หรือทางอินเตอร์เน็ต
3 หรือ ไม่ว่าซื้อของทางไหน ก็ให้ไปศาลที่ใกล้บ้านผู้ผลิตหรือผู้ขาย โดยผู้บริโภคสามารถฟ้องเป็นหนังสือ หรือฟ้องด้วยวาจาต่อเจ้าพนักงานคดีที่ศาล จากนั้นเมื่อเจ้าพนักงานคดีเห็นว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับผู้บริโภค เจ้าพนักงานคดีก็จะบันทึกคำฟ้องด้วยวาจา
เมื่อศาลรับฟ้องแล้วก็จะกำหนดวันนัดพิจารณาและหมายเรียกจำเลยให้มาศาลเพื่อไกล่เกลี่ย ให้การ และสืบพยานภายใน 30 วัน และเมื่อถึงวันนัดพิจารณาเพื่อไกล่เกลี่ยนั้น หากคู่กรณีตกลงกันได้ ศาลก็จะพิพากษาตามที่ตกลงกัน แต่หากคู่กรณีตกลงกันไม่ได้ ศาลจะให้จำเลยยื่นคำให้การเพื่อกำหนดประเด็นข้อพิพาทและสืบพยาน ศาลก็จะมีคำพิพากษาเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่คู่ความ แต่หากในวันนัดพิจารณานั้นจำเลย ไม่มาศาล ศาลก็จะสืบพยานโจทก์ฝ่ายเดียวเท่านั้น และมีคำพิพากษาตามที่ศาลเห็นสมควร
*****หมายเหตุ
วันนัดพิจารณา สำคัญมาก เราต้องไปศาลวันที่ศาลนัด ห้ามลืมเด็ดขาด เพราะศาลจะถือว่าเราไม่ต้องการฟ้องแล้ว