7 Hydrating Serum ที่เรามีในคลัง พร้อมเผยจุดเด่นของแต่ละตัวอย่างแท้ทรู!!

คงปฏิเสธิไม่ได้ว่าสกินแคร์กลุ่มที่หยิบใช้ง่ายและบ่อยที่สุดคงไม่พ้นกลุ่ม Hydrating ที่ช่วยมอบความชุ่มชื้นให้แก่ชั้นผิวรวมถึงลดการสูญเสียน้ำในผิวเพื่อปกป้องผิวให้ดูสุขภาพดี อิ่มฟู และเปล่งปลั่งอยู่เสมอ ซึ่งก็แน่นอนว่าบูมเองก็ค่อนข้างให้ความสำคัญกับเรื่อง "ความชุ่มชื้น" มากทีเดียว เพราะเราเชื่อว่าความชุ่มชื้นเป็น 1 ในปัจจัยหลักที่จะทำให้ผิวสุขภาพดีและลดปัญหาผิวต่างๆ ที่จะเกิดตามมา วันนี้เราเลยหยิบเอาเซรั่มที่ช่วยเติมความชุ่มชื้นให้ผิว 7 ตัวที่น่าสนใจมาแชร์ผ่านมุมมองของเราให้ฟัง หวังว่าจะมีประโยชน์ไม่มากก็น้อยนะฮะ

Texture

ขอมาเริ่มกันแต่ Texture หรือเนื้อสัมผัสของแต่ละไอเทมกันก่อนเลยดีกว่าฮะ ซึ่งต้องบอกว่าเนื้อหาที่เพื่อนๆ จะได้อ่านต่อไปนี้มาจากความรู้สึกหลังทาลงบนผิวเราเท่านั้นนะขอรับ
  • mesoestetic ha densimatrix : เราอยากให้เพื่อนๆ ลองสังเกตุดีๆ ว่าเนื้อผลิตภัณฑ์มีการฟอร์มตัวและยึดเกาะกันได้ดีที่สุดจากในบรรดาทั้ง 7 ตัวนี้ เนื้อสัมผัสส่วนตัวแล้วเราถึงว่ากลางๆ ไม่ได้เบาหรือหนักจนเกินไปนัก และเมื่อทาลงบนผิวพบว่าซึมเข้าสู่ผิวได้ค่อนข้างดี แต่ในขณะเดียวกันก็พบว่าผิวมีความชุ่มชื้นเพิ่มขึ้นทันทีหลังทา 
  • The Ordinary Marine Hyaluronics : นี่เป็น Hydrating Serum ที่เนื้อเบาที่สุดที่เรามีในตอนนี้ ใครที่ชอบความรู้สึกทาแล้วซึมไว ไม่ทิ้งความเหนอะหนะเอาไว้บนผิว เราเชื่อว่านี่น่าจะตอบโจทย์ได้ดีทีเดียวหละฮะ 
  • L'Oreal Paris Revitalift Hyaluronic Acid Serum : เห็นเนื้อใสๆ แบบนี้แต่อันที่จริงกลับมีความเข้มข้นอยู่พอตัวเลยทีเดียวหละ น่าจะเหมาะกับคนที่ผิวค่อนไปทางแห้งซักเล็กน้อยมากกว่าคนผิวมันฮะ 
  • CLARINS Hydra-Essential Intensive Bi-Phase Serum : เป็น Bi-Phased Hydrating Serum เพียงหนึ่งเดียวที่เรามีในตอนนี้ และถึงแม้จะมีส่วนที่เป็น Oil แต่เมื่อเบลนด์ลงบนผิวก็ไม่พบว่าผิวมันจนเกินไป ไม่รู้สึกเหนอะหนะ แถมยังซึมเข้าสู่ผิวได้ดีทีเดียวที่สำคัญเป็นสีฟ้าซึ่งสีโปรดของเราด้วย 
  • LHAMOUR Repairing Hyaluronic Serum : เนื้อสัมผัสมีความละม้ายคล้าย mesoestetic อยู่พอสมควร แต่ในเรื่องการมอบความชุ่มชื้นอาจจะน้อยกว่า แต่ก็ถูกทดแทนด้วยการลดการอักเสบและต้านแบคทีเรียเข้ามาแทน 
  • JYUNKA Extreme+ Hydrating Serum : ต้องทำความเข้าใจก่อนว่านี่เป็นสูตร Plus ที่มีการอัพเกรดจากเซรั่มน้ำแดงสูตรเดิม เนื้อจะมีความเข้มข้นกว่าเดิมเล็กน้อย แต่เมื่อเทียบกับเซรั่มตัวอื่นๆ เราถือว่าเนื้อก็ยังเบาอยู่ดี แถมยังมีความสมูทจนสามารถนำไปนวดหน้าได้เลยแหละ 
  • CeraVe Hydrating Hyaluronic Acid Serum : ถือว่าเป็นเซรั่มที่เนื้อเข้มข้นที่สุดใน 7 ตัวนี้แต่ก็ต้องยอมรับว่าในแง่การเพิ่มความชุ่มชื้นและปกป้องความชุ่มชื้นบนผิวก็ไม่ได้เป็นรองใครเลยแหละ 

Active Ingredients

มาเริ่มกันที่ไอเทมแรกอย่าง mesoestetic ha densimatrix ที่เราเชื่อว่าหลายๆ คนน่าจะพอได้เห็นเราใช้อยู่บ่อยครั้ง ด้วยความที่ทางแบรนด์ใส่ Hya มาถึง 3 ขนาดโมเลกุลรวมถึงใส่ Cross-Linked Hyaluronic Acid ที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นบนผิวในทันทีที่ทาลงบนผิวรวมถึงลดการสูญเสียความชุ่มชื้นบนผิว และที่สำคัญยังมี Malachite Extract ที่ไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนักซึ่งทางผู้ผลิตเคลมว่าสามารถปรับความสมดุลให้กับผิวมีความเป็นกรดเป็นด่างที่เหมาะสม ทางผู้ผลิตเคลมว่าช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนให้กับผิว
ไอเทมที่สองที่เราจะมาล้วงแคะแกะเกาในบทความนี้คือ The Ordinary Marine Hyaluronics ตัวโปรดของใครหลายๆ คนซึ่งต้องบอกว่านี่เป็นไอเทมเดียวของเราที่มีส่วนผสมอย่าง BHA โผล่ขึ้นมาใน INCI แต่ทั้งนี้ส่วนตัวแล้วเราคิดว่าเค้าน่าจะเข้ามาเสริมในเรื่องการต้านอนุมูลอิสระมากกว่าการผลัดเซลล์ผิว แต่ถึงอย่างนั้นทางแบรนด์ก็จัดหนักจัดเต็มด้วย Amino Acid มากถึง 9 ชนิดซึ่งโดยรวมก็เน้นในเรื่องการเพิ่มความชุ่มชื้น เป็น NMF ที่อ่อนโยนและดีกับผิว รวมถึงมีบางรายงานพูดถึงเรื่องการลดการเกิดริ้วรอยได้
​เราเชื่อว่าในช่วงนี้ถ้าพูดถึง Hya หลายคนน่าจะเคยเห็นเจ้า L'Oreal Paris Revitalift Hyaluronic Acid Serum กันผ่านๆ ตากันอยู่แล้ว (ก็แน่หละแทบจะอยู่ในทุกๆ สื่อโฆษณาที่เราดูเลยหละ) แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ต้องยอมรับว่าส่วนผสมที่ทางแบรนด์ใส่เข้ามาก็ค่อนข้างน่าสนใจทีเดียวเพราะนอกจาก Hya ในฟอร์ม Sodium Hyaluronate ที่มีโมเลกุลค่อนข้างเล็กซึมเข้าผิวได้ดีแล้ว ยังใส่อนุพันธ์วิตามินซีอย่าง Ascorbyl Glucoside ที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ เป็นไบร์ทเทนนิ่งและช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยได้อีกด้วย ที่พีคไปกว่านั้นคือทางแบรนด์ยังใส่ Syn-Ake ซึ่งเป็น Peptide สังเคราะห์ที่ทางผู้ผลิตเคลมว่าช่วยลดริ้วรอยที่เกิดจากการหดตัวของกล้ามเนื้อได้อีกด้วย
มาต่อกันทีอีกหนึ่งแบรนด์โปรดของใครหลายๆ คนอย่าง CLARINS ซึ่งเจ้า Hydra-Essentiel Intensive Bi-Phase Serum เป็นเซรั่มที่เราโดนป้ายยามาจากพี่กร (Kenny Limited) ว่าเมื่อใช้ร่วมกับ Double Serum แล้วผิวจะดูชุ่มชื้นและอิ่มฟูซึ่งพอได้ลองใช้และอ่านส่วนผสมก็ไม่แปลกใจเลย ด้วยความที่ทางแบรนด์ใส่  Ascorbic Acid ที่ช่วยในเรื่อง antioxidant & anti-aging รวมถึงยังมีสารเพิ่มความชุ่มชื้นอย่าง Xylitol ที่ค่อนข้างอ่อนโยน แล้วที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือสารที่ช่วยลดความไวผิวต่อแสง UV อย่าง Silybum Marianum Seed Oil เข้ามาในสูตรด้วย ดังนั้นเราเลยมองว่านี่เป็นเซรั่มอีกหนึ่งขวดที่มีความแตกต่างที่ค่อนข้างชัดเจนที่เดียวหละฮะ
ตัวต่อมาเราเชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนอาจจะไม่ค่อยคุ้นเท่าไหร่แต่เราจะบอกว่า LHAMOUR เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่ทำผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Hydrating ได้ Strong มาทีเดียวหละ ซึ่งทางแบรนด์ยังเลือกใช้สารสกัดจากธรรมชาติเป็นหลัก และมีสารให้ความชุ่มชื้นที่เด่นๆ อยู่ 2 ตัวคือ Hyaluronic acid ในฟอร์มที่เป็น Plant-Based ทำงานร่วมกับ Urea อย่างสอดประสานกันได้ดี นอกจากนี้ยังมีสารที่ช่วยต้านแบคทีเรียมาถึง 3 ตัวไม่ว่าจะเป็น Nettle Extract, Lavender Extract และ Radish Root Ferment ซึ่งอาจมีผลดีกับผิวของคนเป็นสิวหรือมีการติดเชื้อที่ผิวหนังด้วยหละฮะ
แน่นอนว่าถ้าพูดถึงเซรั่มเพิ่มความชุ่มชื้นที่เราชอบแล้วจะไม่มี "เซรั่มน้ำแดง" อย่าง JYUNKA Extreme+ Hydratant Serum เข้ามาเป็น 1 ใน 7 ก็คงแปลกเพราะขวดนี้ถือว่าเป็นขวดที่ 3 แล้วที่เราใช้มา ซึ่งเราเลิฟตัวนี้ตั้งแต่ตอนที่ได้ไปนวดหน้าที่ JYUNKA แล้วพบว่าผิวดูอิ่มฟู เปล่งปลั่ง รูขุมขนดูกระชับขึ้นซึ่งพอมาหาข้อมูลอย่างละเอียดจึงรู้ว่ามาจากส่วนผสมอย่าง Quicklift® ที่ช่วยให้ผิวอิ่มฟูและเรียงตัวกันได้ดีขึ้น แถมพอทำงานร่วมกับ Sodium Hyaluronate ยิ่งช่วยบูสต์ให้ผิวเราชุ่มชื้นและแน่นขึ้นไปโดยปริยาย
หลังจากที่พิมพ์มาจนนิ้วแท็บจะล็อกเราก็เดินทางมาถึงเซรั่มตัวสุดท้ายอย่าง CeraVe Hydrating Hyaluronic Acid Serum (โห..ชื่อยาวไปไหนครับเนี่ย!) ซึ่งถ้าติดตามเราคงจะรู้อยู่แล้วว่า CeraVe เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่เราเลิฟเป็นการส่วนตัว ด้วยเหตุผลในเรื่องความคุ้มค่าและครบถ้วนของส่วนผสมที่นอกจากจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นอย่าง Sodium Hyaluronate แล้วทางแบรนด์ยังเน้นในเรื่องการเสริมปราการผิวด้วย Ceramide, Cholesterol และ Phytosphingosine ที่นอกจากจะเสริม Skin Barrier ได้แล้วยังมีลักษณะเป็น anti-microbial ช่วยฟื้นฟูผิวที่ถูกทำลายด้วยแสง UV ได้อีกด้วย

Conclusion


เอาหละเราเชื่อว่าข้อมูลในบทความนี้นั้นค่อนข้างเยอะพอสมควร เราเลยลองทำเป็นตารางสรุปจากมุมมองของเรา เพื่อให้ง่ายในการย่อยเนื้อหาและสามารถนำไปประกอบการตัดสินใจเลือกซื้อได้ง่ายขึ้น
ซึ่งเราต้องขอย้ำอีกครั้งว่าตารางสรุปด้านบนไม่ได้มีเจตนาทำขึ้นเพื่อชี้วัด หรือเปรียบเทียบว่าตัวไหนดีกว่ากัน แต่ทำเพื่อให้เห็นภาพและจินตนาการตามได้ง่ายขึ้น ยิ่งในช่วง Lock Down ที่ไม่เรียกว่าล็อคดาวน์ และสถานการณ์โควิแบบนี้เรื่องจะไปเทสต์เนื้อสัมผัสนี่แทบจะตัดออกไปจากสารบบได้เลยจริงๆ เราก็หวังว่าตารางนี้จะช่วยให้เพื่อนๆ ตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ได้ง่ายขึ้น เลือกที่เหมาะกับความต้องการและสภาพผิวของตัวเองมากขึ้นนะครับ

และอย่างที่เราบอกเสมอในทุกๆ บทความว่าอาการแพ้/ระคายเคือง รวมถึงการอุดตันและการเกิดสิวจากการใช้ผลิตภัณฑ์ใหม่นั้น เป็นปัจจัยที่แตกต่างกันในแต่ละบุคคลดังนั้นทางที่ดีที่สุดก่อนที่เพื่อนๆ จะลองผลิตภัณฑ์ใหม่ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ใดก็ตาม เราขอแนะนำให้ลองทดสอบอาการแพ้โดยทาลงบนท้องแขนหรือลำคอทิ้งไว้ซัก 1 คืน แล้วหากไม่มีอาการระคายเคืองใดๆ ค่อยใช้บนใบหน้านะฮะ

พกจีบันไว้ใกล้ตัว

อ่านเรื่องที่ชอบ คุยกับเพื่อนต่อได้ในแอป

Download on the App StoreGet it on Google Play
รู้จัก Jeban.com App

Discussion (18)

ตอนนี้ใช้ CLarins biphase  อยู่ค่ะ พออ่านรีวิวคุณบูม เซราวี น่าลองมากๆ
CeraVe คือแบรนด์ที่ดีมากๆ เลยครับส่วนผสมดี ราคาดี เนื้อสัมผัสโอเค
ถ้าคุ้มกับราคาที่สุด คุณบูมให้ตัวไหนคะ
น่าสนใจทุกตัว แอบจด Clarins ไว้ในใจก่อนค่ะ
ยินดีครับ
มีไอเท็มให้ต้องจดตามตลอดเลยคุณบูม 😍😍
แฮ่ๆ ขอบคุณค๊าบ
ขอตามจดรัวๆเลยงับ
ยินดีครับ