ชาวเน็ทเดือด: Kim K แนะผู้หญิง ทุ่มเททำงานหนักกันซะบ้าง


Kim Kardashian ไม่เพียงจะครอบครองบัลลังก์ราชินีinternet ได้อย่างเหนียวแน่นติดต่อยาวหลายปี   เธอยังมีสถานะมหาเศรษฐีระดับพันล้านที่ได้การันตีความสำเร็จในฐานะนักธุรกิจหญิง  แต่กว่าจะเอื้อมถึงระดับนี้ เส้นทางก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบดังที่หลายคนคิด   ภาพลักษณ์ของ Kim ก่อนที่จะมาเป็นดาวเด่นในโลก social media นั้น มักถูกผูกติดจากคำปรามาสว่า เธอและครอบครัวเป็นเพียงดารา C List  ที่ทำได้ทุกวิธีทางเพื่อสร้างกระแส  งานที่วิ่งชนในช่วงแรกๆที่โด่งดังจากรายการ  Keeping Up With The Kardashians นั้น   ไม่ว่าจะเป็นพรีเซนเตอร์ยาลดน้ำหนัก  เปิด boutiqueเสื้อผ้า  งานโชว์ตัว  แม้แต่ตัดริบบิ้นเปิดห้องน้ำสาธารณะที่สื่อหยิบมาเย้ยหยัน    หลายปีก่อนที่จะกอบโกยกำไรจาก KKW beauty และ SKIMS  เธอก็เคยมี beauty, jewelry และ fashion line ที่ยอดขายไม่ดีนักจนเงียบหายไป  และได้สะท้อนความจริงอยู่หนึ่งอย่างก็คือ คนดังไม่ได้ประสบความสำเร็จจากการสร้างแบรนด์เสมอไป



เมื่อเธอค้นพบยุทธวิธี rebranding จนทำให้โลกfashion ที่เคยหมางเมินได้หันมาอ้าแขกต้อนรับด้วยความยินดี   Kim เดินหน้าธุรกิจ App  ทั้งเกม Kim Kardashian: Hollywood และ Kimoji    จากอดีตที่เธอถูกปรามาสว่าเป็นดารา reality หิวแสงที่อีกไม่นานก็คงจะพบกับขาลง (ไม่ต่างจาก  TV personality ส่วนใหญ่ที่ช่วงเวลา peak จะมีอยู่ไม่นานนัก)  app ที่เคยถูกมองด้วยความไม่แน่ใจกลับขายดีขึ้นมา  มีผู้มองว่า  ทั้งคอนเทนท์และการดีไซน์ทำให้ผู้ใช้ยิ่งรู้สึกเสพติดและอยากรู้อยากเห็นในชีวิตเลิศหรูของเจ้าของ app มากขึ้น   ส่วนการล้อเลียนตัวเองด้วย emoji ที่คนอื่นๆเคยเอามาใช้เป็นmeme  ก็แสดงถึงอารมณ์ขันที่ทำให้คนทั่วไปรู้สึกเข้าถึงง่าย ไม่น่าแปลกใจที่ความนิยมของเธอจะเพิ่มสูงไม่หยุด
หลายครั้งหลายหนที่การสร้างรายได้ในรูปแบบ endorsement ของ Kim และพี่น้องมักถูกโจมตีว่าได้สร้างปัญหาในเรื่องมาตรฐานความงามที่ยากจะเป็นไปได้  ไม่ว่าจะเป็น ชาdetox ลดพุง, waist trainer ช่วยเอวคอด, อมยิ้มลดความอยากอาหาร  หรือแม้กระทั่ง protein shake  ที่ Kim เคยเผยใน reality show ชัดเจนว่าเธอไม่เคยดื่มมันมาก่อนที่จะถ่ายภาพโฆษณา  และยังประกาศกับเพื่อนสนิทอย่างตรงไปตรงมา แบรนด์ที่ทุ่มเงินจ้างให้โพรโมทสินค้าเพียงแค่อยากได้ภาพใบหน้าของเธอแปะอยู่ในภาพเท่านั้น

แต่แนวทางการสร้างแบรนด์ของ Kim นั้นแตกต่างไปจากการโฆษณาสินค้าให้แบรนด์อื่น   ทั้ง KKW beauty และ SKIMS  ได้เชิดชูความงามที่แตกต่างหลากหลาย ด้วยคำยืนยันว่าไม่ว่าจะมีเฉดสีผิว, วัย และรูปร่างแบบใดก็สามารถเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างเสริมความมั่นใจโดยไม่ถูกกีดกันด้วยคำว่ามาตรฐานความงามเฉพาะแบบใดแบบหนึ่ง

พวกเราคงทราบกันอยู่แล้วว่า เส้นทางแห่งความโด่งดังของครอบครัว Kardashian เต็มไปด้วย scandal และ drama ไม่หยุดหย่อน แม้จะได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม แต่ก็ต้องรับมือกับคลื่นความเห็นจากอคติของชาวเน็ทที่ไม่ปลื้มกับวิธีการสร้างธุรกิจของพวกเธอ ยิ่งได้รับความสนใจมากเท่าใด ก็ยิ่งถูกจับผิดหาข้อเสีย เห็นได้จากธุรกิจบางอย่างในอดีตที่ไม่ประสบความสำเร็จ Kardashian Beauty (หรือชื่อเดิมคือ Khroma beauty) เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเรื่อง packaging ดูก๊องแแก๊งไม่แพง และคุณภาพของผลิตภัณฑ์ก็ไม่สมราคา  ไม่ต่างจาก   Kardashian Kollection  ที่มีห้างSears ร่วม  partnership  ที่ได้รับการรีวิวว่า เป็น clothing lineที่ดูไร้รสนิยมและคุณภาพต่ำที่แม้แต่พวกเธอคงไม่อยากจะใส่เสื้อผ้าพวกนั้น


 



เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอบเดิม แผน rebranding ของ Kim ต้องรัดกุม ไม่ว่าจะเป็น packaging, ดีไซน์ และคุณภาพที่ถูกมองเป็นจุดด้อยของสินค้า ก็ยกระดับให้สูงขึ้นโดยที่ยังมีราคาที่จับต้องได้ เพื่อกำจัดมลทินว่าสินค้าของ Kim K ดูไร้รสนิยมออกไปให้หมดจด

มีผู้มองว่า KKW beautyไม่ได้สร้างยอดขายเทียบเท่า Kylie Cosmetics แต่Kim สามารถปิดdeal ขายหุ้น 20% ให้กับ Coty Inc ด้วยตัวเลข $200 ล้านและยังรักษาหุ้นส่วนใหญ่ซึ่งForbes ตีมูลค่าไว้ที่ราวๆ $500 ล้าน ฟังดูเป็นตัวเลขรายได้ที่สวยงามคนละเรื่องกับKhroma Beauty ที่ได้ร่วมมือกับพี่น้องเปิดตัวแบรนด์ในปี 2012 และมีปัญหาเครื่องหมายการค้าจนถูกฟ้องร้องมาตั้งแต่ต้น และแม้จะปรับเปลี่ยนชื่อแบรนด์ก็ยังไม่รุ่ง หนำซ้ำยังต้องต่อสู้คดีกับอดีตผู้ร่วมลงทุนที่ไม่จ่ายค่าตอบแทนตามที่ตกลงกันไว้ กว่าพวกเธอจะชนะคดีในปีที่แล้ว ผู้คนก็ลืมเลือนไปว่าเคยมีแบรนด์นี้อยู่ ความสำเร็จอันงดงามของ KKW ก็ทำให้เธอก้าวมาอยู่ในกลุ่ม top10 makeup line ของคนดังที่ขายดีที่สุด (ปัจจุบันอยู่ระหว่าง rebranding หลังจากที่เธอแยกทางกับYe และต้องการกลับไปใช้นามสกุลเดิม และวางแผนเปิดตัว skincare lineในชื่อ SKKN)



เพียงไม่ช่วงระยะเวลาไม่นานตั้งแต่เปิดตัวธุรกิจ shapewear SKIMS ได้กอบโกยกำไรอย่างไม่หยุดยั้งจนได้รับการประเมินว่ามีมูลค่าถึง US$3,200 ล้าน (ในระยะเวลาปีเดียวก็เพิ่มมูลค่าไปเกือบเท่าตัว) และทำให้Kim รับส่วนแบ่งในฐานะผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ไปมากมายจน FORBES ประกาศให้เธอมีสถานะมหาเศรษฐีพันล้านเต็มตัว แม้ว่าช่วงเริ่มต้นการเปิดตัวจะขลุกขลักจากดราม่าชื่อแบรนด์ที่ตั้งใจจะใช้ว่า KIMONO ที่ทำให้ชาวญี่ปุ่นและผู้คนอีกมากมายออกมาต่อต้านการนำชื่อของเครื่องแต่งกายประจำชาติมาตั้งชื่อ shapewear หรือชุดชั้นใน แต่เมื่อเธอเปลี่ยนชื่อแบรนด์ (ที่ดูโดดเด่นและเหมาะกับสินค้ามากกว่าชื่อ KIMONOอย่างชัดเจน)

รีวิวจากผู้ใช้shapewear นั้นเต็มไปด้วยคำชื่นชม นั่นยังรวมถึงผู้ที่ประกาศตัวว่า ไม่ปลาบปลื้ม Kim K แต่ประทับใจกับคุณภาพสินค้า นักข่าวจากสื่อดังบางเจ้าถึงประกาศผ่านบทความว่า แม้จะไม่อยากยอมรับ แต่หลงรัก SKIMS ที่ทำให้สวมใส่เสื้อผ้าในแบบที่ชอบได้อย่างมั่นใจมากขึ้น แม้แต้ในสถานการณ์โรคระบาดที่สร้างผลกระทบต่อธุรกิจหลากหลายแบรนด์ SKIMS กลับยิ่งขายดี จากที่ปล่อยให้ Kylie กวาดรายได้มหาศาลจากการสร้างธุรกิจไปก่อน Kim ก็ผงาดขึ้นมาด้วยทรัพย์สินที่ถูกประเมินว่ามีมูลค่าถึง US$ 1,800 ล้าน และร่ำรวยที่สุดในครอบครัว


แน่นอนว่า  Kim  จะต้องได้รับคำถามให้แสดงวิสัยทัศน์ของผู้ก่อตั้งแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จอย่างอลังการ   รวมไปถึงคำแนะนำในฐานะผู้หญิงที่สร้างเนื้อสร้างตัวจนร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐี


แต่เมื่อไม่นานมานี้ การให้สัมภาษณ์ของครอบครัว Kardashian กับนิตยสาร Variety ก็ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างเผ็ดร้อนจากโลกออนไลน์ หลังจากที่นักข่าวขอให้ Kim ชี้แนะเรื่องความสำเร็จของเธอ

"ฉันมีคำแนะนำที่ดีที่สุดสำหรับผู้หญิงในแวดวงธุรกิจ"


"ลุกขึ้นมาแล้วทำงานซะมั่ง   ดูเหมือนว่าทุกวันนี้จะไม่มีใครอยากทำงานกันสักเท่าไรเลย"


"คุณจะต้องอยู่ท่ามกลางกับคนที่ตั้งใจจะทำงาน   อยู่ในสังคมสิ่งแวดล้อมในการทำงานทดีๆที่ทุกคนรักในสิ่งที่พวกเค้าทำ เพราะคุณจะมีชีวิตเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น"

"อย่าอยู่ในสังคมการทำงานที่เป็นพิษ  มาถึงที่ทำงานแล้วก็ตั้งใจทำงานซะ"


หลายครั้งหลายคราที่การใช้คำพูดของคนดังได้กลายเป็นดราม่าใหญ่โตได้เกิดขึ้นเมื่อพวกเค้าไม่ได้ใช้บริการของประชาสัมพันธ์เพื่อเกลาคำพูดไว้ล่วงหน้า เรียกได้ว่า ใช้คำพูดแบบไม่ระมัดระวังเพียงนิดเดียวก็อาจจะส่งผลเสียต่อการรักษาชื่อเสียง แม้จะตีความได้ว่า ไม่มีเจตนาในแง่ลบหรือดูถูกดูแคลนใคร คำแนะนำให้ผู้หญิงลุกขึ้นมาทำงาน (หรือสร้างpassion กับการทำงาน) อาจจะไม่กระทบกระเทือนใจคนฟังอีกมากมาย หาก Kim เพิ่มเติมคำอธิบายถึงประสบการณ์ในการทำธุรกิจโดยไม่ใช้คำเหน็บแนมต่อว่า 'สมัยนี้ไม่เห็นจะมีใครอยากทำงานกันนัก'

เพราะพวกเราต่างรู้ดีว่า ยังมีผู้หญิงทั่วโลกที่กระหายต่อความสำเร็จและพร้อมตั้งใจทำงานเต็มที่เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่พวกเธอไม่ได้มาพร้อมกับคำว่า
 
  • โอกาส
  • โชค
  • อภิสิทธิ์ 
  • ทางเลือก
แม้ว่าจะมุ่งมั่นเพื่อสร้างความฝันให้เป็นจริงเพียงใด   หลายคนก็พบว่า หนทางก็ยังอยู่อีกแสนไกล พวกเค้าต้องเผชิญกับความยากลำบากในการหาเลี้ยงตนเองและครอบครัวโดยไม่มีตัวช่วย  การปล่อยคำให้สัมภาษณ์ออกมาตรงกับช่วงวันสตรีสากลแห่งชาติก็ดูคล้ายกับจะเป็นความจงใจจนทำให้บางคนรู้สึกว่านี่คือการประชดประชันกัน

ปฏิกิริยาตอบรับจากสังคมออนไลน์นั้นน่าจะนับได้ว่าอยู่ในระดับ major backlash ไม่เพียงแต่จะดึงดูดความสนใจจนกลายเป็นviral หลายสื่อทั้งจาก internetและ TV ก็ร่วมวิพากษ์วิจารณ์ บางเจ้าก็ถึงขั้น 'ทุบ' เลยทีเดียว


MSNBC: เพราะอะไรคำแนะนำทางธุรกิจของ Kim Kardashian จึงสร้างความเสียหาย?

THE CUT: Kim Kardashian ให้คำแนะนำเรื่องการงานที่ดูเปล่าประโยชน์

Canadian Business: คำแนะนำทางธุรกิจของ Kim Kardashianเป็นสิ่งไม่ถูกไม่ควรและไม่ให้เกียรติผู้อื่น

Parent.com  สำหรับบรรดาแม่ๆ นี่คือช่วงเวลาที่การให้คำแนะนำของ Kimผิดที่ผิดทางอย่างที่สุด






ส่วนปฏิกิริยาจากชาวเน็ทที่หลั่งไหลเข้ามาโต้ตอบเรื่องข้อแนะนำในการทำงานของ Kim เต็มไปด้วยคำพูดประชดประชันและmemeล้อเลียนซึ่งชี้ให้เห็นว่า นี่คือตัวอย่างของอภิสิทธิ์ชนที่ out of touch หรือ tone deaf ทัศนคติที่ว่าผู้หญิงสมัยนี้ไม่ทุ่มเททำงานนั้นดูแตกต่างกับชีวิตจริงที่ยังมีเหล่าคุณแม่ที่ต้องพยายามจัดสรรเวลาทำงานและเลี้ยงดูลูกโดยไร้พี่เลี้ยง ผู้หญิงที่มีภาระต้องดูแลอย่างหนี้สินจากการกู้เงินร่ำเรียน ผู้หญิงที่ต้องกระเสือกกระสนไขว่คว้าหาโอกาสแต่ถูกซ้ำเติมจากวิกฤติโรคระบาด ผู้หญิงที่ทุ่มเททำงานเพื่อจะสร้างเนื้อสร้างตัว แต่ก็ยังเสี่ยงที่จะสูญเงินลงทุนที่เก็บสะสมมานาน หรืออาจจะกล่าวได้ว่า พวกเธอเป็นคนส่วนใหญ่ในสังคม ไม่ใช่กลุ่ม 1% ที่มาพร้อมกับโอกาสในการใช้ชีวิตตามใจปรารถนา แม้จะทุ่มเทสร้างธุรกิจแล้วไม่ประสบความสำเร็จ ก็ยังมีหนทางอื่นเพื่อต่อยอดสร้างรายได้โดยไม่ต้องเผชิญกับแรงกดดันของความขัดสนทางเศรษฐกิจ



นอกจากจะมีชาวเน็ทที่ส่งความเห็นจิกกัดเรื่องความเป็นอภิสิทธิ์ชนของKim ไม่ว่าจะเป็นการขุดหาภาพสมัยวัยรุ่นที่พ่อซื้อรถ BMW ให้เป็นของขวัญ หรือนำเรื่องราวของตัวเองมาเปรียบเทียบกับต้นทุนทางสังคมของราชินี internet ก็ยังผู้ที่ขอให้แยกแยะเรื่องการต่อสู้ดิ้นรนของคนทั่วไปกับเส้นทางการสร้างธุรกิจที่ประสบความสำเร็จซึ่งมีหลายปัจจัยส่งเสริม ไม่ได้มีเพียงสูตรสำเร็จของการทุมเททำงานในสิ่งที่รักแล้วจะประสบความสำเร็จเท่านั้น

กระแสโต้กลับร้อนแรงจากโลกออนไลน์ยังพาดพิงไปถึง Kourtney ที่ร่วมให้สัมภาษณ์และสนับสนุนคำแนะนำจากปากน้องสาวด้วยท่าทีถูกใจใช่เลย สาเหตุก็คือ การประกาศในรายการ Keeping Up With The Kardashians เมื่อถูกตำหนิว่าไม่ทุ่มเททำงานเหมือนกับคนอื่นในครอบครัวว่า

"การทำงานไม่ใช่สิ่งที่ฉันให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับฉันคือการทำหน้าที่แม่"

 ทำให้หลายคนหยิบยกคำพูดของ Kourtney มาวิพากษ์วิจารณ์ถึงความย้อนแย้งในการแสดงแนวคิดเรื่องการทำงานพี่น้องครอบครัวนี้  



อดีตพนักงานและอินเทิร์นแชร์ประสบการณ์ที่ได้ทำงานกับครอบครัว Kardashian 


การเป็นส่วนหนึ่งของทีมงานของ Kim และครอบครัวอาจจะเป็นอาชีพในฝันของหลายคน  เพื่อจะได้ระบุในโพรไฟล์ให้ดูน่าดึงดูดใจจากตำแหน่งพนักงานฝึกหัดที่อยู่ในทีมของคนดังที่มีผู้ติดตามหลายร้อยล้านคน แม้จะไม่ได้รับค่าตอบแทนในการทำงาน  แต่ก็ยังมีนักศึกษาที่อยากตักตวงประสบการณ์นี้การนี้ไว้   งานของพนักงานฝึกหัดที่จะเป็นลูกมือของผู้ช่วยส่วนตัวอีกทีนั้นจะครอบคลุมเรื่องจุกจิกต่างๆ เช่น จับจ่ายซื้อของ ดูแลสุนัข  ดูแลห้องของเล่นของเด็กๆ  รับส่งพัสดุต่างๆ  งานจัดระเบียบ office  เป็นต้น  แต่แม้ว่าจะเป็นงาน part-time   แต่Celena อดีตพนักงานฝึกหัดที่เคยทำงาน ให้ Kim ยืนยันว่า เธอทุ่มเททำงานเต็มที่ซะจน Kim น่าจะพูดเพิ่มเติมในคำแนะนำอันฮือฮาถึงความยอดเยี่ยมของเธอ

หรือจะเป็นJessia อดีต editor ของ Kardashian App ที่เผยถึงการทำงานข้ามวันข้ามคืน รวมถึงสุดสัปดาห์ที่บ่งบอกว่า รายได้ของเธอน้อยซะจนไม่พอสำหรับค่าน้ำมันรถเพื่อเดินทางมาทำงาน หากรับงานพิเศษนอกบริษัทมาเป็นรายได้เสริมเพื่อให้พอเพียงกับข้อใช้จ่ายก็มีข้อจำกัดในสัญญา ทำให้เธอมองว่า หากทรัพย์สินมากมายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากการทุ่มเททำงานหนัก ก็เป็นการทำงานของงานหนักของพนักงานที่ต้องดิ้นรนหาเลี้ยงตัว ส่วนนายจ้างก็เป็นผู้รับผลประโยชน์ ซึ่งเป็นปัญหาของระบบนายทุน ซึ่งรายรับในระดับมาตรฐานของชนชั้นแรงงานไม่พอเพียงต่อการใช้ชีวิตภายใต้ค่าครองชีพที่พุ่งสูง ซึ่งปัญหาที่อยู่ในระบบนี้จะไม่ได้รับการเยียวยาแก้ไขด้วยการทำงานหนัก แต่จำเป็นต้องมีการร่วมมือบริหารจัดการ ความโปร่งใส และความสามัคคี

นอกจากนั้น หลังจากที่เธอได้เห็นผู้หญิงชื่อเสียงโด่งดังใช้มาตรฐานความงามที่ยากจะเป็นไปได้มาเป็นจุดขายเพื่อดึงดูดใจให้ผู้คนซื้อหาสินค้า และเรียนรู้ว่าเป็นโลกที่ย่ำแย่และเอารัดเอาเปรียบ เธอก็เปลี่ยนสายมาเป็นนักวิจารณ์ธุรกิจความงามและรายงานอันตรายจากวัฒนธรรมความงามในสื่อmagazineรวมถึงช่องจดหมายข่าวสารออนไลน์ของเธอเอง




Trevor Noah วิเคราะห์ตรงประเด็น  Kimคือผู้หญิงทำงานที่สร้างอาณาจักรอันทรงอิทธิพลมาจาก'ภาพลักษณ์คนที่ไม่ได้ทำงาน'บน social media


อีกหนึ่งสื่อที่วิพากษ์วิจารณ์ประเด็นร้อนไว้ได้น่าสนใจ คือ Trevor Noah พิธีกรและนักแสดงตลกจาก daily show ที่ได้ฟันธงชัดเจนว่า แม้จะมีคนที่ยังเข้าใจถึงเส้นทางการสร้างรายได้มหาศาลของ Kimว่ามาจากการถ่าย selfie ออกงานหรูหรา แต่เธอคือนักธุรกิจตัวจริง และทุ่มเททำงานจริงๆ

แต่ตลอดระยะเวลากว่าทศวรรษ จุดขายของเธอจากหน้า social media  คือชีวิตสุด glamourous และ relaxing ตามทริปชายทะเล  สระว่ายน้ำ อ่างน้ำอุ่น  แม้เบื้องหลังอาจจะเป็นการตื่นเช้าตรู่และทำงานยุ่งทั้งวัน ต้องประชุมเรื่องสินค้าถึงดึกดื่น  ไม่ได้ใส่  shapewear โชว์เรือนร่างโค้งเว้าบน Instagram แล้วเงินพันล้านโปรยปรายลงมาเอง   แต่เมื่อคนนอกมองเห็นแต่ชีวิตที่ดูไร้แรงกดดันจากการงานก็อาจจะเข้าใจผิดคิดไปว่า เธอช่างมีชีวิตที่น่าอิจฉา ถึงไม่ต้องทำงานหนักก็รวยเอาๆ

"นี่อาจจะเป็นสิ่งที่ Kim Kardashian ไม่เข้าใจ การบอกผู้หญิงคนอื่นๆว่า สาเหตุที่พวกเธอไม่ประสบความสำเร็จก็เพราะเกียจคร้านเกินจะลุกขึ้นมาทำงานกันจริงจังนั้นอาจจะเป็นเกิดความไม่พอใจอย่างแรง เพราะถึง Kim Kardashian จะทำงานหนักมากๆ แต่คุณรู้ไหมว่ามีใครอีกที่ทำงานหนักเหมือนกัน ก็ผู้หญิงส่วนใหญ่ยังไงล่ะครับ แต่พวกเค้าไม่มีอะไรเหมือนกันกับเธอ? มันคือความโชคดีที่ได้เกิดมาในครอบครัวผู้มีอันจะกิน มีพ่อเป็นทนายความชื่อดัง มีพ่อเลี้ยงที่เป็นแชมป์ Olympic ที่ดังยิ่งกว่า และยังมีตัวช่วยต่างๆรวมถึงเส้นสาย ลองคิดดูว่า หากคุณโชคดีที่ได้รับสิ่งเหล่านั้น การทุ่มเททำงานของคุณก็มีโอกาสที่จะก้าวไปสู่ความสำเร็จ แต่อย่าลืมไปซะล่ะว่า ความสำเร็จของคุณมีโชคมาเกี่ยวข้องขนาดไหน "

"ใครก็ตามที่บอกว่า ทำงานหนักเข้าซะสิ เดี๋ยวทุกอย่างก็จะไปได้สวยเอง คนพวกนี้ลืมไปตัวเสริมสำคัญที่เรียกว่าโชคไป มีผู้คนจำนวนมากมายที่ทำงานหนัก แต่ก็ยังขัดสน อันที่จริงแล้ว  ยิ่งยากจนมากเท่าไร  ก็จะยิ่งต้องทำงานหนักมากขึ้นไปอีก"



พกจีบันไว้ใกล้ตัว

อ่านเรื่องที่ชอบ คุยกับเพื่อนต่อได้ในแอป

Download on the App StoreGet it on Google Play
รู้จัก Jeban.com App

Discussion (11)

ขอบคุณที่มาแชร์นะคะ
ก็ขยันทำงานกันทุกคนจริงๆค่ะ รวยแล้ว ก็ไม่หยุดหาเงิน แต่เค้ามีชื่อเสียง มีเงิน เป็นต้นทุนที่ดีมากอยุ่แล้ว
priviledge สุดๆ เชื่อว่าคิมทำงานหนักนะคะ แค่คนเราต้นทุนชีวิตไม่เท่ากันค่ะ โอกาสดีๆ ในชีวิตมันมาจากต้นทุนทั้งนั้นเลย