ขอระบายและขอคำแนะนำค่ะ

สวัสดีค่ะ มีเรื่องจพขอคำปรึกษาจากเพื่อนๆพี่ๆชาวจีบันค่ะ มันเป็นเรื่องความรักซึ่งเราไม่รู้จะทำยังไงดีแล้วค่ะ

            เรื่องมันมีอยู่ว่าเ้ราคบแฟนมาได้ประมาณ 8 เดือนแล้วค่ะ เรากับแฟนจะไม่เหมือนคู่อื่นตรงที่ แฟนเราเขามีโรคประจำตัวช่วงคือโรคลมชักซึ่งทำให้เราไม่สามารถคุยโทรศัพท์กันนานๆได้ เขาไม่สามารถนอนดึกได้ ไม่สามารถเครียดได้ แล้วความจำเขาก็ไม่ค่อยจะดี เราก็พยายามปรับตัวทุกอย่างเพื่อที่จะไม่ให้เขาเกินอาการ สำหรับแล้วไม่เคยคบกับใครแบบนี้มาก่อนมันเลยทำให้เป็นเรื่องที่ยากมากแต่เราก็พยายามเต็มที่แล้ว ส่วนเขา 3 เดือนที่คบกันแรกเขาก็ดูเป็นคนดีเอาใจใส่ ดูแลเราตลอด เราเลยรักเขามาก แต่พอหลังๆเขาก็เริ่มเปลี่ยนไปเป็นตะคอกใส่เรา ด่าเราต่างๆนาๆ เวลาไปเที่ยวกันเขาก็ให้เราเป็นคนออกเงินให้หรือไม่ก็ต้องหารกันทุกอย่างตลอด เราก็ยอมเพราะคิดว่าเขาคงไม่มีเงินจริงๆ แต่หลังๆมันมากเกินไป เรากับเขาอยู่คนละจังหวัดได้แต่กันทีอาทิตย์ละ 2 วัน บางทีเราก็รู้สึกท้อนะเจอกันก็น้อยคุยโทรศัพท์กันก็ไม่ค่อยได้ แถมที่บ้านเขาก็ดูถูกเราหาว่าเราคบกับเขาเพราะหวังเงินเพราะเขาฐานะดีกว่าเรา ทั้งๆที่เขาก็รู้ว่าทางบ้านเขาว่าเราขนาดนี้แต่เขาก็ไม่ปกป้องเราเลย เรื่องมันถึงจุดไคลแม็กซ์ก็ต้องที่เขาจะต้องไปบวช แม้แต่งานบวชเขาที่บ้านเขาก็ห้ามไม่ให้เราไป พอหลังจากบวชเสร็จเราไปเยี่ยมเขาที่บ้านเขาก็ด่าเรา ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้บอกให้มาเยี่ยมได้ หลังจากนั้นเราเลยไม่ไปเยี่ยมเขาอีกเลย เขาก็โทหาเรา บอกให้เรารอเขา พอไปอีกหลายวันก็บอกไม่ต้องรอ พออีกหลายก็บอกให้รอใหม่ แล้วก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา แต่ไม่รู้ว่าต้องให้รอถึงเมื่อไหร่ เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาสึกแล้วจะมาหาเราไหมได้แต่รอไปวันๆ และเราก็คิดว่าถึงเขากลับมาจริงเราก็คงเจ็บอยู่ดีเพราะเขาปฏิบัติกลับเราแย่มากๆ

        เราควรทำยังไงดี อยากขอให้เพื่อนๆพี่ๆช่วยเราหาทางออกที ตอนนี้เราไม่ไหวแล้วค่ะ ขอบคุณมากค่ะ

Discussion (11)

ไปอ่านเรื่องลมชักมา ไม่เห็นมีแจ้งว่าไม่ให้คุยโทรศัพท์นานๆ เลย 

โรคลมชัก

          เป็นโรคหนึ่งที่พบบ่อย โดยพบประมาณ 4 -10 คน ในประชากรหนึ่งพันคน  ซึ่งเมื่อผู้ป่วยมีอาการชักจะสร้างความตกใจต่อตัวผู้ป่วย ญาติและผู้เห็นเหตุการณ์เป็นอย่างมาก โดยผู้ที่พบเห็นเหตุการณ์ส่วนใหญ่มีวิธีการช่วยเหลือที่ไม่เหมาะสม คือ จะพยายามกดหน้าท้อง หน้าอก หรือใส่วัสดุในปากและพยายามกดหรือยึดตัวไม่ให้ผู้ป่วยชัก 

 

 ซึ่งการกระทำเหล่านี้อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อผู้ป่วย และอาจเป็นอันตรายต่อผู้ช่วยเหลือได้  เราจึงควรมีความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคลมชัก
 

กลไกการเกิดโรค

            โรคลมชัก  คือ โรคที่เกิดจากความผิดปกติของกระแสไฟฟ้าในสมองส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการผิดปกติได้หลายแบบ   เช่น  การชักเกร็งกระตุกทั้งตัว และหมดสติ หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่าลมบ้าหมู  การชักเกร็งหรือกระตุกเฉพาะส่วนของร่างกาย  เช่น  แขน  ขา  ใบหน้า  การนั่งนิ่งเหม่อลอยเป็นพักๆ   รวมทั้งพฤติกรรมแปลกๆ  อาการดังกล่าวจะเป็นๆ หายๆ ในระยะเวลาสั้นๆ  เช่น      1-3 นาที และมีอาการเกิดซ้ำ  โดยมีลักษณะคล้ายเดิม
 

สาเหตุของโรค

สาเหตุของโรคลมชักเกิดจากหลายสาเหตุ ได้แก่  

          1.  โรคหลอดเลือดสมอง  มักเป็นสาเหตุของการชัก  และโรคลมชักในผู้สูงอายุถึงร้อยละ 55
          2.  การพัฒนาการทางสมองที่ผิดปกติ พบเป็นสาเหตุ ร้อยละ 18  พบบ่อยในเด็กแรกเกิดถึงอายุ 14 ปี 
          3.  อุบัติเหตุที่ศีรษะพบบ่อยในช่วงอายุ 15 - 24 ปี  โดยพบถึงร้อยละ 45
          4.  โรคเนื้องอกสมอง พบมากในผู้ป่วยที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป 
          5.  โรคติดเชื้อในสมอง พบเป็นสาเหตุใหญ่ในกลุ่มเด็ก และผู้สูงอายุ
          6.  โรคสมองเสื่อมหรือโรคอัลไซเมอร์  พบในผู้สูงอายุประมาณร้อยละ 10 มีอาการชักร่วมด้วย
 

ในผู้ป่วยแต่ละกลุ่มอายุจะมีสาเหตุการชักที่แตกต่างกัน เช่น 
          1.  ผู้ป่วยอายุ 12 – 15 ปี มักเกิดจากอุบัติเหตุที่ศีรษะ  พันธุกรรม โรคติดเชื้อ  เนื้องอกในสมอง และ ยา 
          2.  ผู้ป่วยอายุ 18 –35 ปี มักเกิดจากอุบัติเหตุที่ศีรษะ การหยุดเหล้าทันทีหรือดื่มเหล้ามาก   เนื้องอกสมอง  ยา  และชนิดไม่ทราบสาเหตุ 
          3.  ผู้ป่วยอายุ 35 ปีขึ้นไป  มักเกิดจากโรคหลอดเลือดสมอง  เนื้องอกสมอง  การหยุดเหล้าทันทีหรือดื่มเหล้ามาก ไตวาย   ตับวาย  ยา  สมองเสื่อมและชนิดไม่ทราบสาเหตุ  โดยยาที่มีผลต่อการชัก  ได้แก่ ยาปฏิชีวนะบางชนิด  เช่น ยาเพนนิซิลลินขนาดสูง  ยาทางจิตเวช  ยาสลบ  ยาเสพติด  และยาขยายหลอดลม เป็นต้น 

 

  

การวินิจฉัยโรค 

          โรคลมชักเป็นโรคที่พบบ่อยและมีความสำคัญทางคลินิก การตรวจวินิจฉัยอาศัยการซักประวัติและตรวจร่างกายเป็นส่วนใหญ่     ดังนั้นการตรวจประเมินความผิดปกติทางสมองเพื่อหาสาเหตุการชัก จึงมีความสำคัญต่อการวางแผนก่อนการรักษา   ได้แก่  การตรวจคอมพิวเตอร์สมอง (CT Scan brain)  และตรวจด้วยสนามแม่เหล็กกำลังสูง  (MRI brain)  เพื่อหาพยาธิสภาพทางสมอง  ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของการชักและให้การรักษาที่ถูกต้องต่อไป 
 

  

การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง (CT Scan brain)

  

            การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง  คือ  การใช้รังสีเอกซ์ตรวจสมองในภาพตัดขวาง ทำให้เห็นพยาธิสภาพความผิดปกติภายในเนื้อสมอง ซึ่งการเอกซเรย์ธรรมดาไม่สามารถเห็นได้ 
 


การตรวจสมองด้วยเครื่องสนามแม่เหล็กกำลังสูง (MRI brain)

            การตรวจสมองโดยการส่งคลื่นวิทยุเข้าไปกระตุ้นเซลล์ของเนื้อเยื่อต่างๆ ของสมอง ในขณะที่ผู้ป่วยนอนอยู่ในสนามแม่เหล็กและนำสัญญาณ  ซึ่งต่างกันที่ได้รับจากการกระตุ้นนำมาสร้างเป็นภาพด้วยระบบคอมพิวเตอร์ และสามารถสร้างภาพ    ได้หลายระนาบ ซึ่งผู้ป่วยจะไม่ได้รับความเจ็บปวดขณะรับการตรวจ 
 

 

ข้อบ่งชี้ในการตรวจ  

 

            ใช้ตรวจหาความผิดปกติในสมอง   ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของการชักได้  เช่น  สมองกลีบขมับฝ่อ  เนื้อสมองพัฒนาผิดปกติ หลอดเลือดสมองผิดปกติ ตลอดจนเนื้องอกของสมองได้  ชนิดของการชัก 
            1. ชักเฉพาะที่  (Partial seizures)   เกิดจากไฟฟ้าในสมองที่ผิดปกติเป็นเฉพาะบริเวณจำกัด  และสามารถแบ่งออกเป็นสองแบบตามการรู้สึกตัว และอาการชักทั้งสองแบบไฟฟ้าสามารถที่จะกระจายไปสมองส่วนอื่น  ทำให้เกิดมีอาการชักเกร็งกระตุกแบบทุติยภูมิ (Secondary generalized tonic-clonic seizures) 
                1.1  อาการชักเฉพาะที่แบบธรรมดา  (Simple partial seizures)   อาการและอาการแสดงขึ้นกับตำแหน่งไฟฟ้าที่ผิดปกติออกมา   เช่น  ถ้าไฟฟ้าออกมาจากบริเวณควบคุมการเคลื่อนไหว  ก็ทำให้มีการกระตุกของหน้า   แขน  ขาด้านตรงกันข้าม (Jacksonian seizures)  ถ้าไฟฟ้าออกมาจากบริเวณรับความรู้สึกหรืออารมณ์และความจำอาจทำให้มีอาการได้กลิ่นแปลกๆ   ภาพหลอน  หูแว่ว  รู้สึกคุ้นเคยมาก่อน หรือกลัว  ตกใจ 
                  1.2 อาการชักเฉพาะที่แบบซับซ้อน  (Complex partial seizures)   หรือบางทีเรียกว่า Temporal lobe หรือ Psychomotor seizures    เป็นชนิดของการชักที่พบบ่อยที่สุดในผู้ใหญ่และยากต่อการรักษา  อาจมีอาการเตือน (Aura)  ก่อนที่จะไม่รู้สึกตัว  ส่วนมากมีอาการประมาณไม่เกิน 3 นาที  ขณะที่เกิดคนไข้อาจดูเหมือนรู้สึกตัวแต่ไม่รู้สภาพแวดล้อมและไม่ตอบสนองต่อคำพูดหรือคำสั่งตามปกติ  คนไข้จะเหม่อนิ่งหรือทำพฤติกรรมที่ซ้ำๆ  เดิน  วิ่ง  หรือแม้กระทั่งถอดเสื้อผ้า   คนไข้จะไม่สามารถจำสิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้   ถ้าเราไปจับมัดคนไข้จะดิ้น  ดื้อดึงได้  หลังจากชักก็จะหลับ  สับสน และบ่นปวดศีรษะ อาการหลังชักอาจกินเวลาเป็นนาทีหรือชั่วโมง 
            2. ชักทั่วๆ ไป (Generalized seizures)  เกิดจากไฟฟ้าผิดปกติกระจายไปสมองทั่วๆไป  ตั้งแต่ต้นและมักมีการสูญเสียการรู้สึกตัว  อาการชักเกร็งกระตุก  หรือ  ที่เรียกว่า Grand  mal   มักมีเสียงร้องก่อน คนไข้อาจล้มลงบนพื้นและมีอาการกระตุกทั้งตัว   อาจมีการกัดลิ้นและปัสสาวะราด  การชักชนิดนี้แบ่งออกย่อยๆ เป็น 
                 2.1 ชักแบบนิ่งเหม่อลอย (Absence seizures)   เป็นเวลา 5-10 วินาทีและอาจเกิดเป็นชุด   มีการกระพริบตาหรืออาจมีเคี้ยวปาก   พวกนี้มักมีประวัติทางพันธุกรรมและความผิดปกติคลื่นสมอง  ส่วนมากจะหายไปตอนวัยรุ่นราว 40%  แต่บางรายอาการชักเกร็งกระตุกยังมีต่อในวัยผู้ใหญ่   
                 2.2 ชักแบบที่กล้ามเนื้อหดตัวอย่างเร็วทันที  (Myoclonic seizures) ครั้งเดียวหรือหลายครั้งอาจเกิดกับกล้ามเนื้อส่วนใดก็ได้ 
                 2.3 ชักแบบที่กล้ามเนื้อหดตัวเป็นจังหวะ (Clonic  seizures)  ทำให้เกิดการกระตุก ซึ่งมักเกิดกับแขน คอ ใบหน้า 
                 2.4 ชักแบบที่กล้ามเนื้อแข็งเกร็งทันที (Tonic seizures)  มักร่วมกับการไม่รู้สึกตัวและอาจล้มลงบนพื้นได้ 
                 2.5 ชักแบบเกิดการสูญเสียการตึงตัวของกล้ามเนื้อทันที (Atonic seizures)  และล้มลง  อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บได้ 

 

ภาวะที่คล้ายกับโรคลมชัก 

            1. การเป็นลม  คือ ภาวะเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอชั่วคราว โดยจะมีลักษณะแตกต่างจากโรคลมชัก คือมักมีอาการขณะเปลี่ยนท่าทาง  หน้าจะซีด  อาการค่อยๆ เป็น   หมดสติ  ไม่นานพอล้มตัวลงนอนก็ดีขึ้น ฟื้นคืนสติได้เร็วไม่มีปัสสาวะราด  ไม่มีอาการเกร็งกระตุกหรือเกร็งกระตุก 1 - 2 ครั้ง ไม่แรงและไม่เป็นจังหวะสม่ำเสมอ ในขณะที่โรคลมชักจะเป็นได้ในทุกท่าทางไม่มีการเปลี่ยนแปลงของสีผิว  การเป็นลมมักมีปัจจัยกระตุ้นเสมอ เช่น  การหิวข้าว  อดนอน  ยืนนาน  แดดร้อน  หรือเบ่งปัสสาวะอย่างแรงในผู้ชาย 
            2. การชักปลอมหรือแกล้งชัก  เป็นอาการชักที่เกิดจากความผิดปกติทางจิตใจ   มักพบในผู้ป่วยที่มีประวัติถูกทำร้ายร่างกาย ถูกกระทำชำเราทางเพศหรือประสบเหตุการณ์ที่ร้ายแรงและมีผลกระทบต่อชีวิต  และการชักนั้นมักทำเพื่อต้องการผลตอบแทนในด้านอื่นๆ หรือเรียกร้องความสนใจจากคนอื่น ลักษณะการแกล้งชัก  จะมีรูปแบบแปลกๆ   เช่น ส่งเสียงร้องอย่างดัง  บิดเอว  ยกสะโพก  แอ่นหลัง  แอ่นอก   โดยรูปแบบการชักจะไม่ค่อยเหมือนกันในแต่ละครั้ง   สามารถบอกให้มีอาการหรือหยุดได้ พูดจาโต้ตอบได้ ไม่หมดสติและไม่มีอันตรายจากการชัก  ถึงแม้จะล้มลงเพราะผู้ป่วยจะค่อยๆ ล้ม  โดยมากมีอาการต่อหน้าผู้อื่น
 

การรักษาโรคลมชักมี 2 วิธีหลัก 

            วิธีที่ 1  คือ การรับประทานยากันชัก ซึ่งผู้ป่วยมากกว่า ร้อยละ 95 รับประทานยากันชัก 
            วิธีที่ 2  คือ การผ่าตัดสมองในกรณีผู้ป่วยมีสาเหตุการชักจากสมองมีความผิดปกติ  เช่น โรคเนื้องอกสมอง  เลือดออกในสมอง เป็นต้น หรือในกรณีผู้ป่วยไม่ตอบสนองต่อยากันชักและมีสมองกลีบขมับฝ่อ  การผ่าตัดก็เป็นวิธีหนึ่งที่ได้ผลดี   นอกจากนี้ยังมีวิธีการกระตุ้นเส้นประสาทเวกัส (Vagus)  ซึ่งเป็นวิธีที่ยังไม่นิยมใช้กันกว้างขวางเพราะได้ผลไม่ค่อยดีและมีค่าใช้จ่ายสูง 
 
 

การปฏิบัติตัวของผู้ป่วยโรคลมชัก 

            1. การรับประทานยากันชัก  มีความสำคัญมากในการป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดอาการชักอีก  สิ่งที่ต้องปฏิบัติได้แก่ 
                 1.1  รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง 
                 1.2   ห้ามหยุดยาเอง เพราะอาจเกิดอาการชักที่รุนแรงและอาจเสียชีวิตได้ 
                 1.3  เมื่อมีอาการไม่สบาย ไม่ควรซื้อยารับประทานเอง  ควรปรึกษาแพทย์และควรบอกแพทย์ว่าเป็นโรคลมชัก  รับประทานยาอะไรอยู่  อย่าหยุดยาเอง 
                 1.4  สังเกตอาการข้างเคียงจากการใช้ยา ถ้าพบให้รีบบอกแพทย์  เช่น  ผื่นขึ้นทั้งตัว  เวียนศีรษะ  เห็นภาพซ้อน  เดินเซ นอนมาก  เหงือกบวมโต  ซีดเหลือง ชาปลายมือปลายเท้า 
                 1.5  ถ้าลืมรับประทานยาในวันเดียวกันให้รับประทานทันทีที่นึกได้   ถ้าข้ามวันแล้วมีอาการชักให้ปรึกษาแพทย์  ถ้าไม่ชักให้รับประทานต่อทันที และมื้อต่อไปทานยาตามปกติ 
           2. การปฏิบัติตนที่เหมาะสม 
                 เพื่อป้องกันการชักซ้ำ และคุณภาพชีวิตที่ดี   เมื่อมีไข้สูงให้รีบเช็ดตัวลดไข้หรือรับประทานยาลดไข้พาราเซตามอล  อย่าอดนอน  ผ่อนคลายความทุกข์  ความเครียด  ลดดื่มสุราและเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ต่างๆ สตรีที่เป็นโรคลมชักอาจชักบ่อยช่วงก่อน-หลังมีประจำเดือนให้ปรึกษาแพทย์ควรพกบัตรแสดงตนว่าเป็นโรคลมชัก  เมื่อออกจากบ้านและมาพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง 
           3. ข้อปฏิบัติสำหรับผู้ป่วยเมื่อเกิดอาการชัก 
                3.1  หยุดกิจกรรมที่กำลังทำทันที เมื่อรู้สึกว่าจะมีอาการชัก 
                3.2  บอกบุคคลใกล้ชิดขณะนั้นให้ช่วย (ถ้าทำได้) 
                3.3  นอนราบบนพื้นที่ไม่มีสิ่งกีดขวางกระแทกร่างกาย 
           4.  การดำรงชีวิตอย่างคนปกติ   ขณะที่ไม่มีอาการชัก ให้ทำตัวเหมือนคนทั่วไป เช่น การเรียน  การเล่นกีฬา  แต่ควรเลี่ยงกิจกรรมบางชนิด  เช่น  ทำงานบนที่สูง  เครื่องจักร  การขับรถ อยู่ใกล้แหล่งน้ำหรือเตาไฟ  การว่ายน้ำในทะเลหรือสระที่ไม่มีคนดูแล  การดำน้ำเพราะเมื่ออาการชักผู้ป่วยจะหมดสติ  และเป็นอันตรายต่อ   ชีวิตได้ 
 
 

ข้อแนะนำการดูแลผู้ป่วยโรคลมชักโดยญาติ 
หรือผู้ดูแลทั่วไป 

            1. การป้องกันอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้น โดยมีแนวทางการป้องกัน  ดังนี้
                 1.1  ขับรถถ้าจำเป็นจริงๆ  ควรหยุดขับรถอย่างน้อย 6 เดือนหลังควบคุมการชักได้  ถ้าจะให้ดีควรหยุดขับรถอย่างน้อย 1 ปี หลังจากการชักครั้งสุดท้าย 
                1.2  ปรุงอาหาร  ควรหลีกเลี่ยงการใช้เตาแก๊สและเตาถ่าน   โดยใช้ไมโครเวฟแทน  แต่ถ้าจำเป็นจริงๆ ควรปรุงอาหารด้วยความระมัดระวัง  ถ้ามีอาการเตือนควรรีบหยุดทันที 
                 1.3  อาบน้ำ   หลีกเลี่ยงการอาบน้ำในอ่างหรือแม่น้ำลำคลอง และไม่ควรล๊อคประตูห้องน้ำ 
                 1.4  ว่ายน้ำ  ไม่ควรว่ายน้ำคนเดียว ควรมีคนดูแลอย่างใกล้ชิด
                 1.5  ไม่ควรอยู่ในที่สูงตามลำพัง 
                 1.6  ไม่ควรเล่นกีฬาที่มีการปะทะกันหรือเล่นกีฬาผาดโผน
                 1.7  ถ้าชักถี่มากๆ และล้มบ่อยๆ อาจใส่หมวกกันน๊อคป้องกันการบาดเจ็บที่ศีรษะ 
                 1.8  การนอนไม่ควรนอนบนเตียงที่สูงจากพื้นมากๆ ดีที่สุด ควรนอนกับพื้นหรือที่นอนวางติดกับพื้น 
            2. หลีกเลี่ยงไม่ให้ผู้ป่วยรับประทานยากันชัก ที่มีอาการข้างเคียงมาก  เช่น  มือสั่น  ซึม เดินเซ  หรือเสียการทรงตัว 
            3. ระหว่างแพทย์ให้มีการเปลี่ยนหรือปรับขนาดยา  ไม่ควรให้ผู้ป่วยขับรถ        
            4. ควรให้ผู้ป่วยได้รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ  ถ้าวันใดพบว่าผู้ป่วยลืม  ไม่ควรให้ผู้ป่วยขับรถ 
            5. เมื่อพบว่าผู้ป่วยเริ่มมีอาการชัก  (อาการเตือนนำมาก่อนชัก)    ถ้ากำลังขับรถให้ผู้ป่วยหยุดขับรถทันที  
            6. ไม่ควรอนุญาตให้ผู้ป่วยขับรถในที่จราจรติดขัดมากๆ 
            7. ควรบอกข้อมูลเกี่ยวกับการชักตามความจริงกับแพทย์    หรือป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นกับผู้ป่วยและผู้อื่น 
            8. ให้กำลังใจอย่างสม่ำเสมอ ไม่ควรทอดทิ้งให้อยู่ตามลำพัง 
            9. ไม่ควรมีอคติต่อผู้ป่วย ควรยอมรับว่าเขาคือประชาชนคนปกติคนหนึ่ง 
          10. ไม่ควรพาเข้าสังคมคนหมู่มาก โดยเฉพาะพบว่าสังคมนั้นๆ ยังไม่ยอมรับความสามารถ   เพราะจะทำให้ผู้ป่วยเกิดความรู้สึกเครียด 
          11. ควรให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่บุคคลในครอบครัว  และชุมชน 

 

**************************************************

 

 

ข้อมูล :  กาญจนศรี  สิงห์ภู่    งานเวชกรรมสังคม โรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

ภาพ : อินเตอร์เน็ต

จาก http://www.srinagarind-hph.kku.ac.th/  ค่ะ

น่าเห็นใจค่ะ 

พิมยาวอยู่นะคะ  หุหุเห็นใจนะคะรู้ว่าคุณรักเขาค่ะ...ไม่ต้องมองให้ซับซ้อนอะไรมากหรอกค่ะจริงๆธรรมดาแฟนกันหารเงินกันยังพอเข้าใจค่ะ..แต่ให้ผู้หญิงเลี้ยงอันนี้ขนาดไม่ใช่แฟนเป็นเพื่อนเค้ายังไม่ทำกันเลยนะคะ....นอกจากรักเขาแล้วรักตัวเองด้วยนะคะ  เมื่อเราให้ความรักใครไปเราควรจะมีความสุขนะคะแต่ถ้าเราไม่มีเราลองถามตัวเองดูว่าเราควรรักเค้ามั้ยค่ะ  ในฐานะที่เป็นผู้หญิงด้วยกันก็ห่วงผู้หญิงด้วยกันนะคะ

เรื่องนอนไม่พอนี่หมอเค้าก็แนะนำแหละค่ะแต่เค้าไม่ได้ห้าม...คือถ้าคนอยากคุยกับเราจริงนอนดึกไม่ได้ก็โทรมาเช้าก็ได้  กลางวันก็ได้  เย็นก็ได้แหละค่ะ  อาการมันไม่ได้ทรุดเพราะนอนดึกมันจะทรุดเพราะนอนน้อยนะจ๊ะ....แต่อันนี้ก็ไม่รุเขาอาจจะอ่อนแอมากๆก็เป็นได้..ในอีกทางหนึ่งเขาวางจากเราสามทุ่มเขาก็อาจจะไม่ได้นอนสามทุ่มก็ได้......ก็อยากให้ลองมองทั้งสองมุมนะคะมองทั้งแง่ดีและแง่ร้าย...เพราะรักบนโลกนี้มันไม่เหมือนกัน  ถ้าเป็นรักเหมือนที่พ่อแม่รักเรามันเป็นรักที่ไม่มีเงื่อนไข...ไม่ได้จำเป็นต้องมีข้อสงสัย..การที่เขาเลี้ยงดูเรามาจนโตอดทนเรางี่เง่า ดื้อ งอแงมันบอกได้อยู่แล้วว่าเขารักเรา...แต่กับผู้ชายคนนึงที่เราอาจจะใช้ชีวิตคู่ไปกับเขา....มันยังไม่มีอะไรบอกเราได้หรอกค่ะว่าเขารักเรา..ตอนนี้รักอีกเจ็ดปีแปดปีหมดรักก็เป็นได้...บางทีเราก็จำเป็นต้องมองทั้งแง่ดีและเผื่อใจสำหรับแง่ร้าย....แต่ไม่ได้บอกให้นั่งระแวงกันหรอกนะคะเพราะมันจะทำให้ชีวิตไม่มีความสุข.....เช่น(เพื่อความเห็นภาพ)  อย่างเราเนี่ยแฟนเราเค้าก็อยู่กับเราตลอดเวลาแหละค่ะแต่ก็มีเวลาทำงานบ้างแต่เค้าก็เป็นคนที่ไม่เจ้าชู้...แบบไม่เจ้าชู้เลยน่ะค่ะไม่มีวี่แววให้เห็น  ไม่อะไรทั้งนั้นซึ่งเราก็เชื่อใจเขานะคะก็มั่นใจเลยแหละค่ะว่าเค้าไม่มีทางมีคนอื่น....แต่ก็เผื่อใจไว้ว่ามันก็อาจจะมีคนอื่นก็ได้ค่ะ....แบบนี้แหละค่ะถ้ามันมีคนอื่นขึ้นมาจริงๆอย่างน้อยเราก็เผื่อใจไว้บ้างแล้วค่ะ....เพราะมันไม่มีอะไรแน่นอนนะคะ...