เทรนด์ Cruelty-Free Cosmetic! กระแสสวยใจดีกำลังมาแล้วนะ!

สวัสดีค่า สาวๆ จีบันทุกคน :D

หลังจากที่ได้ซุ่มขโมยทริคความสวยจากสาวๆ คนอื่นมาแรมปี

วันนี้ก็เลยอยากจะมีกระทู้เป็นของตัวเองบ๊างงงง >3<

แต่ด้วยความอ่อนหัดในการแต่งหน้า (แง)

วันนี้ก็เลยไม่ได้จะมา How to หรือมีทริคแต่งหน้ามาฝากสาวๆ

แต่เป็นอีกแง่มุมหนึ่งของเครื่องสำอางที่อยากบอกต่อ

ซึ่งเราบังเอิญรู้จากข่าวต่างประเทศที่แชร์ๆ มา +กับกำลังทำทีสิสในเรื่องนี้พอดีเลย

เรื่องที่จะมาเมาท์วันนี้ก็คื๊อออ เรื่องการทดลองกับสัตว์ในเครื่องสำอางนั่นเองค่า

เราเชื่อว่าน่าจะมีสาวๆ หลายๆ คน พอจะทราบในเรื่องนี้มาบ้างแล้ว

แต่อาจยังไม่ได้ทราบถึงรายละเอียดต่างๆ

วันนี้ก็เลยย่อๆ สรุปๆ ข้อมูลในเรื่องนี้มาให้สาวๆ อ่าน เพลินๆ เข้าใจง่ายๆ กันน๊า

เผื่อมีสาวๆ คนไหนสนใจเทรนด์สวยใจดี จะได้มาร่วมกันช่วยน้องๆ ในห้องทดลองกันโน๊ะ

(ยาวหน่อย แต่อยากให้อ่านนะ จุ๊บ)

บทที่ 1 : What is animals testing? การทดลองกับสัตว์คืออะไร? ทำไมต้องทดลอง? ทดลองยังไง? มันจะทรมานแค่ไหนกัน?!

การทดลองกับสัตว์ จริงๆ ไม่ได้มีแค่ในเครื่องสำอางเท่านั้นนะคะ อย่างที่รู้กันทั่วไปก็คือมีการทดลองกับยามาก่อน เพื่อจะดูว่า ได้ผลแค่ไหน ผลข้างเคียง ต่างๆนาๆ รวมไปถึงยังมีการทดลองกับสารเคมีทุกสิ่งอย่างที่ต้องสัมผัสกับผิวหนัง หรือมนุษย์มีโอกาสจะกิน จะดมเข้าไป อย่างเช่นผลิตภัณฑ์ Household พวกยาล้างจาน ยาล้างห้องน้ำ ผงซักฟอก แม้กระทั่งซีอิ๊ววว!! (ซีอิ๊วก็ยังทดลองกับสัตว์เพื่อวิจัยในเรื่องของโปรตีนและสารในถั่วที่คนอาจ แพ้ได้ค่ะ)

อ่ะ แต่เราจะพูดถึงเรื่องการทดลองกับสัตว์ในเครื่องสำอางกันเป็นหลักโน๊ะ

การทดลองในสัตว์นั้นแบ่งเป็น 4 แบบค่ะ (เล่าคร่าวๆ นะ) อย่างแรกคือทดลองว่าทาไปแพ้ไม๊ อย่างที่ 2 คือทาเสร็จแล้วหลังจากโดนแดดจะเผาไหม้ไม๊ อย่างที่ 3คือทาแล้วซึมซาบดีไม๊ เร็วแค่ไหน ส่วนอย่างที่ 4 คือการทดลองกับดวงตา ซึ่งทั้ง 4 ขั้นตอนนี้ ล้วนแล้วแต่สร้างความเจ็บปวดให้กับสัตว์น้อยๆ ในห้องทดลองทั้งสิ้น

ลองคิดถึงเวลาเราโดนสารเคมีกัดผิว หรือเวลาไปกัดสีผม ย้อมผมแล้วแสบหนังหัวสุดๆ ขนาดแค่บนหัวเรา ยังแสบแทบขาดใจ แต่กับสัตว์ทดลองตัวเล็กๆ พวกนี้ เวลาที่โดนทาลงไปบนตัว แค่ปลายแปรง ก็แทบจะทั่วตัวของเค้าแล้ว แน่นอนว่าความเจ็บปวดนี้สามารถทำให้เจ้าตัวเล็กตายได้ง่ายๆ และตายไปจำนวนมากกกกก อย่างที่เราคงไม่เคยคาดคิด โดยจากสถิติแล้ว ตั้งแต่ปี 1980 เราใช้สัตว์ทดลองปีละ 115,000,000 ตัว ดังนั้นจากวันนั้นถึงวันนี้เป็นเวลา 35 ปี มีสัตว์ทดลองต้องตายไปแล้วกว่า 4,025,000,000 ตัว! (อ้างอิงจากเว็บไซต์ crueltyfreeinternational ขอขอบคุณข้อมูลด้วยนะคะ) คือมันเยอะมากอะ มันมากกว่าประชากรไทยของเรา 4,000 กว่าเท่าตัว

ส่วนการทดลองกับดวงตานั้น อาจจะไม่ถึงตาย แต่รับรองว่าตาบอดแน่ๆ ค่ะ กว่าจะได้มาสคาร่าดีๆซักอัน หรืออายไลน์เนอร์เนื้อแมทกันน้ำเจ๋งๆ มีน้องต่ายต้องตาบอดจากการถูกสารเคมีฉีดเข้าที่ดวงตาโดยตรง ขอย้ำว่าโดยตรง! ใช่ค่ะ เอาเข็มทิ่มเข้าไปในลูกตาเลยค่ะ! ฮือออ

นอกจากนั้นค่ะ เราอาจเข้าใจว่าสัตว์ทดลองคือหนู หรือกระต่าย แต่จริงๆ แล้วสัตว์ทดลองคือสัตว์ทุกชนิดบนโลก ที่ทางวิทยาศาสตร์ได้วิเคราะห์มาแล้วว่าเหมาะสมกับการทดลองประเภทนั้นๆ ที่สุดแล้ว อย่างน้องหมาที่เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของมนุษย์ ก็ถูกนำไปทดลองเพื่อดมกลิ่นของสารเคมี หรือน้องแมวที่เราตกเป็นทาสกันอยู่นั้น ก็ยังต้องตกเป็นทาสการทดลองอยู่ในห้องแลปทั่วโลกในตอนนี้ Y Y

อ่านกันแล้วอาจไม่เห็นภาพ เรามีคลิปสั้นๆ 60 วินาที ที่อาจจะเปลี่ยนชีวิตคุณและชีวิตน้อยๆไปตลอดกาลมาให้ทดลองดูกันด้วยนะ

ภาพค่อนข้างรุนแรง แต่อยากให้ดูนะคะ เราอาจจะอยากหลีกเลี่ยงที่จะรู้ แต่มันคือความจริงที่สัตว์เหล่านี้ไม่สามารถจะหลีกหนีได้เลย (คลิปจากองค์กรณ์ PETA ค่ะ ขอขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะคะ)

https://www.youtube.com/watch?v=G6cVcGmFm28

บทที่ 2 : What is Cluelty-Free cosmetic?

เครื่องสำอางที่ไม่ทดลองกับสัตว์คืออะไร? ไม่ทดลองกับสัตว์มาก่อนแล้วมาใช้จะอันตรายไม๊? รู้ได้ไงว่าไม่ทดลอง? มีแบรนด์ไหนให้เลือกบ้าง? หาซื้อยากปะเนี่ย?!

เครื่องสำอางที่ไม่ทดลองกับสัตว์ หรือที่เราเรียกกันว่า Cruelty-Free cosmetic ก็คือเครื่องสำอางทั่วไปที่แทรกซึมอยู่รอบตัวเราและเราสาวไทยส่วนใหญ่ไม่ ค่อยรู้ตัวหรอกค่ะ กว่าจะรู้อีกทีก็ อ๊าว อยู่ในกระเป๋าเครื่องสำอางเรียบร้อยแล้ว เผลอๆ เป็นไอเท็มประจำที่ขาดไม่ได้อีกตะหาก! (ไม่ได้มั่ว ไม่ได้โม้ เดี๋ยวถ้าเฉลยรายชื่อในตอนท้ายแล้วจะร้องตู้วหูว มีครบทุกแบรนด์แล้วม้างงง)

เวลาพูดว่าเครื่องสำอางนี้ไม่ทดลองกับสัตว์นะ สาวๆ หลายคนก็อาจรู้สึกว่า จริงหงอ ดีนะ แต่เดี๋ยววว ถ้าไม่ทดลองแล้วมาใช้เลยเนี่ยนะ ถ้าหน้าพังทำไง?! ไม่ได้นะ การแพ้เครื่องสำอางเป็นเรื่องที่เรียกได้ว่าอุบัติภัยสำหรับผู้หญิงเลยก็ว่า ได้

แตตตต่ ไม่ทดลองกับสัตว์ไม่ได้แปลว่าไม่ทดลองเลยนะคะ แต่ผ่านการทดลองโดยกรรมวิธีอื่นๆ มาแล้ว อาธิ การทดลองโดยการเพาะเซลล์เนื้อเยื่อมนุษย์ การวิเคราะห์ผ่านเซลล์จำลองในคอมพิวเตอร์ เซลล์จำลองในแผ่นชิพ หรือแม้กระทั่งการทดลองกับคนจริงๆ โดยใช้อาสาสมัคร ซึ่งวิธีการต่างๆ เหล่านี้ อยากจะบอกว่ามันเวิร์คกว่าการทดลองกับสัตว์ทุกๆ เวย์ ทั้งความแม่นยำในการทดลอง เพราะวิเคราะห์กับเซลล์หรือโครงสร้างเซลล์จริงของมนุษย์ อยากได้ผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์สาวๆประเทศไหนโซนไหน ได้ผิวจริงมาลองเลยยย และผิวคนจริงๆ ไม่ใช่ผิวหนังน้องต่ายในห้องทดลองที่ไม่เคยโดนแดดโดนฝนมันไม่มีทางจะแทนกัน ได้อยู่แล้ว (จริงๆ มันไม่น่าแทนได้ตั้งแต่การเป็นคนกับต่ายแล้วนะ!) รวมไปถึงต้นทุนในการทดลองนั้นต่ำกว่าด้วยนะคะ เพราะการทดลองกับสัตว์นั้นเราต้องเลี้ยงดูให้อาหาร ทำโรงพักพิงให้กับเค้าก่อนนำมาทดลอง ทำให้มีรายจ่ายที่สูงกว่าทดลองสมัยใหม่ที่มีขึ้นมาทดแทนอีกด้วย

ค่ะ! เริ่ดแล้วยัง? ยังนะ ความดีงามยังไม่จบ!

การไม่ทดลองกับสัตว์นั้น อีกด้านนึงของเหตุผลอาจมาจากการผลิตที่ไม่ใส่สารเคมีเลย เช่นพวกแบรนด์ออร์แกนิกต่างๆ หรืออาจจะใส่น้อยลงมากเพื่อให้แน่ใจว่าปลอดภัยแน่นอนกับอาสาสมัคร ในทางกลับกัน เหตุผลอีกด้านของแบรนด์ที่ทดลองกับสัตว์อาจไม่ได้ทดลองเพื่อเพิ่มความ ปลอดภัยให้ผู้บริโภค แต่เป็นการหาขีดสุดของการใส่สารเคมีให้เยอะเท่าที่จะทำได้แทน

เคยมีเคสในต่างประเทศเกี่ยวกับสารชื่อว่าเธแลต ซึ่งเป็นสารที่ใช้เพื่อให้กลิ่นติดทนนานตลอดวัน เป็นสารที่อันตรายกับปอดหากสูดดมบ่อยๆ ทำให้มีผู้บริโภคหลายรายที่ใช้เป็นประจำเป็นโรคเกี่ยวกับปอดจนเกิดการฟ้อง ร้องขึ้นกับแบรนด์เหล่านี้ ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ได้ทำการทดลองกับสัตว์มาแล้วทั้งสิ้นนนน (อ่านต่อได้ที่ http://medinfo.psu.ac.th/pr/WebBoard/readboard.php?id=52)

การสังเกตผลิตภัณฑ์ที่ไม่ทดลองกับสัตว์นั้นสามารถทำได้โดยการพลิกหลังกล่อง หรือหาจากบนตัวสินค้านั้นค่ะ จะมีสัญลักษณ์ที่เรียกกันว่า leapping bunny หรือน้องต่ายโดด หรืออาจมีประโยคว่า 'no animal testing' 'we never tested on animal' 'cruety-free' หรือแม้กระทั่งว่าเป็น VEGAN product ค่ะ

แต่!! (แต่อีกแล้ววว) การมีโลโก้ cruelty-free อยู่นั้นอาจเชื่อไม่ได้ค่ะ เพราะบางทีการใส่โลโก้อาจเป็นเหตุผลทางการตลาด หรือเรียกง่ายๆ ว่าโกหกเอาหน้าแสร้งว่าดีเลิศประเสริฐศรีที่แท้ก็โกหกใจดำอำมหิตค่ะ! (นี่คือเรียกง่ายแล้ว) หรือบางทีบริษัทเค้าอาจไม่ได้ทดลองจริงแหละ แต่ที่ไม่ทดลองก็เพราะแหล่งผลิตหรือมือที่ 3 ที่ขายส่วนผสมมานั้นเค้าทดลองมาแล้วน่ะสิ! อย่ามาหลอกกันซะให้ยาก!

เพื่อให้ชีวิตง่ายขึ้น เรามีลิสต์มาให้แล้วค่าา อยู่ในรูปของตัสนี้นะคะ โดยข้อมูลเป็นแบรนด์ cruelty-free ที่เราสามารถจับจ่ายกันได้ในบิวตี้สโตร์ หรือห้างสรรพสินค้า หรือแม้กระทั่งเซเว่นฯ ในประเทศไทยเรียบร้อยแล้วค่ะ (รายชื่อนี้ได้มาจากเพจ www.facebook.com/skippingbunbun ค่ะ ต้องขอขอบคุณเพจนี้มากๆ เป็นเพจที่ทำให้เราเปลี่ยนมาเป็น cruelty-free ได้อย่างแท้จริงและเป็นแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่มากกก ขอบคุณอีกครั้งค่า! ไปไลค์ด่วนนน) หรือถ้าเป็นแบรนด์ที่ไม่มีในรายชื่อ ดูแล้วไม่มั่นใจ สามารถเช็คได้โดยพิมพ์ชื่อลงในเว็บไซต์ของ PETA ตามลิงค์นี้เลยค่า http://features.peta.org/cruelty-free-company-se…/index.aspx

อ่านมาถึงตรงนี้ สาวๆ คงรู้สึกปลอดภัยและเริ่มตกหลุมรัก Cruelty-Free cosmetics กันบ้างแล้วแหละะะ ถ้าอยากรักหมดใจก็ไปปป ไปดูรายชื่อแล้วซื้อลองซะ! กระซิบด้วยเสียงอันดังก้องเลยว่า รายชื่อพวกนี้จริงๆ มันคือนิพพานของสาวผิวแพ้ง่ายเลยก็ว่าได้ เพราะแต่ละตัวอ่อนโยน และเคลมมาเรื่อง non-chemical ทั้งน้านนนค๊า

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะค๊า <3

ปล. คลิปนี้เป็นภาพการทดลองรวมๆ นะคะ ทั้งเกี่ยวกับทางการแพทย์และผลิตภัณฑ์แคทฯอื่นๆ ด้วยค่ะ

ปล2. ขอขอบคุณที่มาของรูป และขออนุญาตใช้ด้วยนะคะ หามาจากกูเกิ้ลแล้วมามิกซ์อีกทีค่า

ปล3.เครื่องสำอางออร์แกนิกก็ไม่ได้แปลว่าไม่ทดลองนะ เช็คก่อนน๊า

พกจีบันไว้ใกล้ตัว

อ่านเรื่องที่ชอบ คุยกับเพื่อนต่อได้ในแอป

Download on the App StoreGet it on Google Play
รู้จัก Jeban.com App

Discussion (2)

ขอบคุณที่เขียนให้อ่านนะคะ สงสารน้องมากๆจริงๆ คงข้อมูลครบทถ้วนถูกใจมากๆเลยค่ะะะ
เป็นกระทู้ที่ดีมากๆค่ะ