ผู้หญิงทุกคนต้องค้นหา DNA ความเป็นภรรยาและแม่ในตัวเองจริงหรือ ?

ในสังคมที่ยังมีผู้ใหญ่บางคนยังสั่งสอนให้ผู้หญิงกราบเท้าสามีเพื่อเป็นสิริมงคลตามคติโบราณ และยังมีหญิงสาวยุคใหม่บางคนทำตามเพราะเชื่อว่าชีวิตมีแต่ความรุ่งเรืองเพราะการกราบไหว้คู่ชีวิต  มันไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจเมื่อนักการเมืองคนใหญ่คนโตจะประกาศให้ผู้หญิงทุกคนมี DNA ความเป็นแม่และภรรยา  และจงค้นหามันให้เจอเพื่อสร้างประโยชน์ให้กับสังคม

ถึงแม้ว่ามันจะไม่ใช่เรื่องชวนช็อค แต่มันก็เลี่ยงประเด็นร้อนแรงไปไม่พ้น ในเมื่อผู้คนไม่รู้กี่ล้านบนโลกนี้เข้าใจดีว่า คุณค่าของความเป็นมนุษย์ไม่ได้ขึ้นตรงกับโครโมโซมเพศหรือความเป็นหญิงจะมีประโยชน์ต่อสังคมได้จากความเป็นแม่และภรรยาเท่านั้น แต่เมื่อหนึ่งในกลุ่มผู้นำที่มีอำนาจพัฒนาประเทศได้ชี้นำว่า นี่แหละคือสิ่งที่ผู้หญิงทุกคนต้องก้มหน้าก้มตายอมรับ แล้วคุณคงอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า

หากผู้หญิงจะ "เลือก" มีชีวิตที่มีความสุขโดยที่ไม่มีสามีและลูก พวกเธอจะหมดค่า สร้างประโยชน์ให้สังคมไม่ได้หรอกหรือ ?




ลองมาพบกับกลุ่มคนดังที่พิสูจน์ให้เห็นกันชัดๆว่า คุณค่าของผู้หญิงไม่ได้ถูกจำกัดไว้ให้ทำหน้าที่เมียและแม่เท่านั้น


Helen Mirren


เธอครองตำแหน่งนางเอกA List ที่คว้ารางวัลมานับไม่ถ้วนช่วงเวลาหลายทศวรรษ ด้วยผลงานการช่วยเหลือสังคมและคุณงามความดีจึงได้รับพระราชทานยศคุณหญิง และได้รับการยกย่องในฐานะผู้หญิงแถวหน้าที่กล้าต่อกรกับการเหยียดเพศและเหยียดความแก่ในวงการบันเทิง เธอมักแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมาที่แฝงแง่คิดร่าสนใจ แล้วเธอคิดอย่างไรกับการเป็นแม่คน ?

"โชคชะตาไม่ได้กำหนดให้ชั้นเป็นแม่ค่ะ ชั้นก็เคยคิดนะว่าอาจจะเป็นได้ เคยเฝ้ารอให้มันเกิดขึ้น แต่มันก็ไม่ใช่อยู่ดี และชั้นก็ไม่สนว่าคนอื่นจะคิดยังไง จะมีแต่พวกชายแก่น่าเบื่อเท่านั้นแหละที่มาเซ้าซี้ถามเรื่องมีลูก เมื่อไรก็ตามที่พวกเค้าเริ่มวุ่นวายว่า หา อะไรนะ เธอไม่มีลุกเหรอกเหรอ ทำใจซะเหอะนะยายแก่ ชั้นก็จะสวนกลับไปเลยว่า ไปไกลๆซะเหอะ!"


คนที่ตัดสินใจไม่มีลูกเองก็ยังต้องเหนื่อยหน่ายใจกับการจับผิด ยังมีอีกหนึ่งประเด็นที่ทำให้เราต้องปวดใจแทนผู้หญิงอีกหลายคน แม้ว่าพวกเธอคิดอยากจะมีลูก แต่ด้วยอุปสรรคด้านต่างๆ เช่น สุขภาพร่างกาย ภาวะมีบุตรยาก หรือแม้กระทั่งหน้าที่การงานที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการรับผิดชอบเลี้ยงดูอีกหนึ่งชีวิต แต่กลับถูกคนรอบข้างกดดันด้วยคำถามว่า "ทำไม" และ "เมื่อไหร่" ร้ายไปกว่านั้นคือการติเตียนที่ทำให้รู้สึกว่าไม่พยายามมากพอ ทั้งๆที่อาจจะต้องต่อสู้กับความเจ็บปวดมาไม่รู้เท่าไร แต่กลับถูกซ้ำเติมจากแนวคิดและความคาดหวังจากคนที่เชื่อว่า "การเป็นแม่คนเท่านั้นที่จะเติมเต็มความเป็นผู้หญิงให้สมบูรณ์แบบ"


"ชั้นไม่เคยนึกเสียใจเรื่องที่ตัวเองไม่มีลูกเลยนะ เอ่อ ชั้นโกหกน่ะ ตอนที่ชั้นดูหนังเรื่อง Parenthood ชั้นสะอึกสะอื้นไปตั้ง 20 นาที ที่ร้องก็เพราะว่าตัวเองไม่มีวันจะได้สัมผัสประสบการณ์ที่จะได้เป็นแม่" แต่ Helen ยืนยันว่าทำใจได้ และอันที่จริงเส้นทางที่เลือกทำให้เธอสบายใจแล้ว



"ชั้นมุ่งมั่นทุ่มเทชีวิตกับอาชีพนักแสดงมาตลอด ในช่วงเวลานั้น มันยากที่จะทำใจได้ว่าชั้นสามารถทำให้เด็กคนหนึ่งลืมตาดูโลกใบนี้ได้อย่างไรโดยที่จะไม่สร้างความผิดหวังให้กับเค้า สำหรับชั้นมันไม่ได้เป็นความตั้งใจที่จะไม่มีลูกอย่างเด็ดขาดนะคะ มันเป็นประมาณว่า โอ ขอเลื่อนเป็นปีหน้า และเลื่อนออกไปเรื่อยจนมันไม่มีมีปีหน้าให้เลื่อนแล้ว"


แม้แต่ผู้หญิงที่เปี่ยมไปด้วยพลังความมั่นใจและมีทุกอย่างที่ผู้คนมากมายใฝ่ฝันก็ยังเคยหลั่งน้ำตาเสียใจเพราะไม่มีวันจะมีลูกได้แล้ว แต่เรื่องนี้เป็นสิ่งลดทอนคุณค่าความสามารถและทำให้เธอประสบความสำเร็จน้อยลงรึเปล่า ?



แน่นอนว่าคำตอบคือไม่!








Marisa Tomei

นางเอก Oscar วัย 54 ที่สวยพริ้งอ่อนเยาว์จนต้องอิจฉาคนนี้ไม่มีทั้งสามีและลูก     ในขณะที่ผู้คนไม่มีปัญหาใดๆกับชีวิตรักอันโลดโผนของ Leonardo DiCaprio ที่เปลี่ยนคู่ควงนางแบบไปเรื่อยๆโดยไม่มีทีท่าจะสร้างครอบครัว และเขาก็ยังได้รับเสียงยกย่องเรื่องความสำเร็จในฐานะนักแสดงและนักเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อม     เราจึงไม่เห็นสักนิดว่า Marisa จะดูไม่เพียบพร้อมหรือด้อยค่าความเป็นผู้หญิงกว่าใครอื่น
เธอเคยเดทกับหนุ่มชื่อดัง  แต่ก็ค้นพบว่าคำว่าภรรยาไม่ใช่ทางของตัวเอง

"ชั้นไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้ของสถาบันแห่งการแต่งงานค่ะ และชั้นก็ไม่รู้ด้วยว่าทำไมผู้หญิงต้องมีลูกเพื่อพิสูจน์ว่าเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ"


ผู้เขียนเป็นทั้งแม่และภรรยาผู้มีความสุขกับบทบาทนี้มาตลอด และเคารพการตัดสินใจที่มีวุฒิภาวะของคนที่ต้องการคงสถานะโสดหรือไม่มีลูก โดยที่ไม่ไปวิจารณ์ว่า"จะมีบางอย่างขาดหายไปจากชีวิต" หรือ "ไม่มีทางเข้าใจถึงความสุขของความเป็นแม่" เพราะนั่นเป็นการก้าวก่ายความเป็นปัจเจกชน ในเมื่อทางเลือกนั้นไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ใคร


เพื่อนสาวโสดของเรามักจะเล่าให้ฟังว่า  เจอคำถามเรื่อง "แก่ตัวไปจะทำอย่างไร" บ่อยพอๆกับ "ไม่มีลูกผัวไม่เหงาจนเฉาตายเหรอ"   แม้ว่าเธอจะเป็นสาวเก่งที่plan อนาคตทั้งเรื่องการเงินและการดูแลรักษาสุขภาพเพื่อชีวิตที่เป็นสุขในบั้นปลาย ที่จริงแล้วเธอสนุกสนานกับการใช้ชีวิตมากจนไม่น่าต้องมาแคร์กับคำถามเซ้าซี้เหล่านี้  แต่ก็อดเหนื่อยใจไม่ได้จริงๆ

ฟังแล้วก็พอจะเข้าใจนะ  ทั้งๆที่พยายาม    แต่กลับมีคนมองว่าประหลาดหรือไม่ดีพอและหลายครั้งก็เจอคำพูดบั่นทอน  การแสดงออกว่ามีแต่เพียงชีวิตแต่งงานเพื่อมีทายาทเลี้ยงดูที่จะทำให้ชีวิตมีคุณค่าขึ้นมาได้มันไม่ยุติธรรมเลยสักนิด  





Dita Von Teese

"พี่น้องของชั้นต่างก็มีลูก   ชั้นรักเด็กค่ะ แต่มันก็ล่วงเลยมาถึงขั้นนี้แล้ว     ชั้นเคยแต่งงานกับใครบางคนที่ไม่เหมาะกับการเป็นพ่อ  เค้าแทบจะดูแลตัวเองไม่ได้ด้วยซ้ำไป   คงเลี้ยงดูลูกไม่ไหว    จากนั้นชั้นจึงเปลี่ยนมุมมองของตัวเองและยอมรับว่า  มันโอเคที่ชั้นจะไม่มีลูก    ตอนนี้ชั้นก็เพียงแต่เฝ้ามองว่าจะมีสิ่งใดเกิดขึ้นในชีวิต     ความเป็นคนของชั้นจะไม่ลดน้อยถอยลงหากชั้นไม่มีลูก    ทุกอย่างจะลงเอยไปในทางทีดีเอง"



โลกที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่เสื่อมทรามลงเป็นอีกเหตุผลที่หลายคนไม่แน่ใจที่จะมีทายาท  แม้แต่คนที่ร่ำรวยแบบเวเลบก็ยังหวั่นใจไม่อยากสร้างให้ชีวิตหนึ่งต้องมาพบกับปัญหาสังคมสิ่งแวดล้อมที่ดูเลวร้ายลงเรื่อยๆ   Dita เป็นอีกคนหนึ่งที่หวั่นใจกับเรื่องนี้จนไม่อยากมีลูกค่ะ  เธอบอกว่า social media อาจจะสร้างประโยชน์หลายอย่าง ตั๋วการแสดงของเธอขายหมดเกลี้ยงพราะใช้ social media เป็นสื่อกลาง  แต่ก็มีด้านน่ากลัวเช่นเดียวกัน เพราะมันมีอิทธิพลต่อความคิดต่อคนหนุ่มสาวจนแทบควบคุมไม่ได้  เด็กๆสามารถเข้าถึงสื่อที่ไม่เหมาะสมอย่างง่ายดาย  สำหรับตัวเรา มันไม่ยากที่จะเข้าใจความรู้สึกลังเลยค่ะ   เรื่องราวความบิดเบี้ยวจากปัญหาสังคมนั้นอาจจะทำให้หลายคนรู้สึกขยาดเอาจริงๆ




Oprah Winfrey


หลายคนถามตัวเองจนแน่ใจว่า คงไม่สามารถเป็นแม่ที่ดีได้ และตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะไม่มีลูก       ดังที่เจ้าแม่สื่อที่ประสบความสำเร็จล้นพ้นได้ว่าไว้

" ถ้าชั้นมีลูก เค้าคงเกลียดชั้นมากค่ะ"


หากรู้ตัวดีว่า คงไม่สามารถดูแลให้ความรักคนทั้งคนได้อย่างเต็มที่    จะฝืนตัวเองเพื่อสนองต่ออะไร ?  แม้จะมีเงินมหาศาลอย่าง Oprah  แต่นั่นไม่ได้การันตีว่าจะทำให้ลูกมีชีวิตแสนสุขราวกับในนิทาน   คุณผู้อ่านอาจจะเห็นกรณีตัวอย่างของคนที่มีลูกทั้งๆที่ไม่พร้อมจะเป็นแม่มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน     ผลลัพธ์ของมันอาจจะถึงขั้นหายนะจนใครๆต่างเข้ามาให้ความเห็นว่า  "สังคมสมัยนี้น่ากลัว"    ทั้งๆที่ข้อผิดพลาดอาจจะเริ่มต้นตั้งแต่การเข้าสู่การเป็นแม่ ทั้งๆที่ไม่ได้เตรียมพร้อมถึงสิ่งที่ต้องเสียสละและความยากลำบากอีกหลายประการนั่นเอง

พกจีบันไว้ใกล้ตัว

อ่านเรื่องที่ชอบ คุยกับเพื่อนต่อได้ในแอป

Download on the App StoreGet it on Google Play
รู้จัก Jeban.com App

Discussion (10)

เอาจริงพอมาเป็นแม่บ้าน และภรรยาเต็มตัว ให้เวลาดูแลลูกเต็มที่ยังโดนคนมาทัก ติเตียนว่า ทำไมไม่ออกไปหาไรทำนอกบ้านหรือเรียนนู่นนี่บลาๆ พอบอกว่าไม่สะดวก ไม่มีเวลา ไม่มีความเดือดร้อนเรื่องเงิน ก็ยังเสนอความเห็นถ้าเป็นชั้นจะทำแบบนู่นแบบนี้ เอาจริงไม่เกี่ยวกับว่าต้องเป็นแม่บ้าน ต้องทำงานนอกบ้าน ต้องโสด ต้องนู่นนี่ยังไงแล้วจะดีอ่ะค่ะ มันไม่มีสูตรสำเร็จ เส้นทางชีวิตแต่ละคนไม่จำเป็นต้องเดินทางเดียวกัน ก็พบจุดหมายได้ แล้วถ้ามันตรงข้ามกับความเชื่อหรือความคิดคุณ ก็ไม่ควรหาเหตุผลมารองรับสนับสนุน อย่าดีวิจารณ์ แต่มิได้นำพา #สะดวกแบบนี้
ยุคสมัยเปลี่ยนไป​ ไม่มีกฎเกณฑ์​อะไรบังคับเหมือนสมัยโบราณ​ ตอนนี้มันพัฒนาไปไกลมากๆแล้ว​ เราจะมีสามี​ มีลูก​ เราเลือกได้​ค่ะ​ มันคือชีวิตเราความสุขของเรา
เห็นหัวข้อแล้วจี๊ดจริงๆ​ ค่ะ​  ถึงเราอายุจะยังไม่ถึง​ 30​ แต่ก็รู้ตัวเองแน่ชัดแล้วว่าไม่ได้อยากแต่งงานมีลูกเลยสักนิด​ มันเป็น​choice หนึ่งของชีวิตเท่านั้นที่เราผู้ซึ่งเป็นเจ้าของชีวิตสามารถเลือกให้กับตัวเองได้​ ส่วนตัวคือโดนถามเหมือนกันค่ะ​ บอกเค้าไปตรงๆ​ เลยว่าไม่แต่งและไม่อยากมีลูกเพราะเราชอบชีวิตอิสระแบบนี้ของตัวเองมาก​ หากตัดเรื่องเพศออกไปแล้วความจริงคือทุกคนมีคุณค่าในตัวเองในฐานะที่เป็นมนุษย์อยู่แล้วด้วยซ้ำำ​  แต่สังคมใส่ความคาดหวังกับผู้หญิงมากเกินไป​ ต้องเป็นผู้หญิงอยู่ในกรอบทางสังคมถึงจะเรียกว่าเป็นผู้หญิงดีไม่พอยังคาดหวังให้ต้องมาเป็นแม่อีก​ (เราเองก็ตั้งคำถามกับสังคมอยู่เหมือนกันว่าผู้หญิงก็เป็นมนุษย์เหมือนกับผู้ชายนี่แหละโว้ยยย​ จะมากดดันเราอะไรหนักหนา​ ไม่ใช่ผู้หญิงทุกคนอยากจะเป็นแม่สักหน่อย​)​