ถามเกี่ยวกับยาคุม แบบแปะหน้าท้อง

ถามสาวๆที่มีสามีแล้วน่ะค่ะ ว่าใครเคยใช้บ้างคะ ยาคุมแบบแปะหน้าท้องน่ะค่ะ คือเราทานแบบแผงอยู่ค่ะ ถ้ามีผลข้างเคียงน้อยแล้วปลอดภัยกว่าแบบแผง เราว่าจะลองเปลี่ยนดูน่ะค่ะ ทานแบบแผงมาหลายปี ก็กลัวว่าจะมีผลเสียอื่นๆ ตามมาค่ะ ช่วยเข้ามาแชร์กันหน่อยนะคะ

พกจีบันไว้ใกล้ตัว

อ่านเรื่องที่ชอบ คุยกับเพื่อนต่อได้ในแอป

Download on the App StoreGet it on Google Play
รู้จัก Jeban.com App

Discussion (5)

ของทุกสิ่งในโลกนี้ย่อมมีข้อดีและทั้งข้อเีสียนะ ยังไงก็ขอขอบคุณสาวๆ จีบันที่น่ารักมากๆ ช่วยเข้ามาตอบให้ เกิดเป็นหญิงแท้จริงนี่แสนลำบากนะคะ เพราะเราก็มีเส้นเลือดขอดตามขาเยอะมากเหมือนกัน ก็เสี่ยงเอาการอยู่นะคะ สำหรับข้อมูลที่ให้มาก็เป็นประโยชน์แก่เราและคนอื่นๆ ไม่มากก็น้อยนะคะ
คือว่า ก็ไม่ได้มีความรู้อะไรหรอกค่ะ...ไม่เคยได้ยินเหมือนกัน อยากรู้ก็เลยหาอ่าน
นี่ ก็เอาข้อมูลที่หาได้ มาฝากให้อ่านนะค่ะ...อ่านแล้วก็ระวังเรื่องการใช้ยาด้วยค่ะ
เราก็ family เดียวกัน โฮะๆๆๆ



วอชิงตัน ดีซี (เอพี) : อย.สหรัฐฯ เตือนผู้หญิงที่ใช้แผ่นแปะคุมกำเนิด “Ortho Evra” แผ่นทำให้ร่างกายรับฮอร์โมนเอสโตรเจนสูงกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ เสี่ยงเส้นเลือดขอดอาจเสียชีวิต

องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (เอฟดีเอ) ประกาศเตือนถึงอันตรายของแผ่นแปะหน้าท้องเพื่อคุมกำเนิดที่เรียกว่า “Ortho Evra” เมื่อช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ว่า ทั้งยาคุมกำเนิดชนิดเม็ดและชนิดแผ่นประกอบไปด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจนในปริมาณที่พอๆ กัน แต่ฮอร์โมนที่มาจากแผ่นคุมกำเนิดจะตรงไปยังกระแสเลือด ขณะที่ฮอร์โมนที่มาจากยาคุมกำเนิดชนิดเม็ดจะถูกย่อยเพราะการกลืน ทำให้ร่างกายของหญิงที่ใช้ชนิดแผ่นมีเอสโตรเจนในระดับที่สูงกว่า

คำประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากการรายงานข่าวถึงผู้หญิงช่วงวัยรุ่นและวัยต้น 20 ประมาณ 12 รายที่เสียชีวิตจากอาการเส้นเลือดขอด โดยแพทย์เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับการใช้แผ่นคุมกำเนิด และอีกราว 12 รายที่รอดชีวิตจากอาการหัวใจวายและปัญหาทางระบบหายใจรุนแรงอื่นๆ

ทาง ออร์โธ แมคนีล บริษัทผู้ผลิตแผ่นคุมกำเนิด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ได้เพิ่มคำเตือนเช่นเดียวกันบนฉลากเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 10 พฤศจิกายน ว่าร่างกายของผู้ใช้ยานี้จะมีฮอร์โมนเอสโตรเจนมากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ หลังจากที่ยืนยันมาตลอดนับแต่วางขายเมื่อปี 2002 ว่า ความเสี่ยงต่อการใช้แผ่นคุมกำเนิดอยู่ในระดับเดียวกับการใช้ชนิดเม็ด

“ถ้าฉันรู้ตั้งแต่แรก ฉันคงจะไม่ใช้มันแน่” เจนนิเฟอร์ คาวเพิร์ธเวท หญิงวัย 26 ปีชาวเมืองบรอดบรูค รัฐคอนเนคติกัต หนึ่งในชาวอเมริกัน 4 ล้านคนที่ใช้แผ่นคุมกำเนิดชนิดนี้กล่าว พร้อมกับเปิดเผยว่าตนเริ่มมีปัญหาระบบทางเดินหายใจ หลังการอาการเลือดขอดลุกลามไปถึงปอดเมื่อสองปีก่อน

น.พ.เลสลีย์ มิลเลอร์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์สาขาสูตินรีเวช แห่งมหาวิทยาลัยวอชิงตัน หนึ่งในทีมนักวิจัยเกี่ยวกับแผ่นคุมกำเนิดล่าสุดแนะนำว่า “ถ้าแผ่นทำให้มีฮอร์โมนเอสโตรเจนมาก ก็ควรได้รับการแก้ไขใหม่ ผู้หญิงที่ใช้แผ่นนี้อยู่ก็อย่าเพิ่งถอดออกทันที เพราะจะเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์ ควรปรึกษาหมอเพื่อหายาคุมกำเนิดชนิดอื่นก่อน”

โดย น.พ.มิลเลอร์ได้อธิบายขั้นตอนการซึมซับฮอร์โมนของยาและแผ่นคุมกำเนิดว่า ผู้ที่ใช้ยาเม็ดจะมีปริมาณเอสโตรเจนในร่างกายสูงสุดประมาณ 1-2 ชั่วโมงหลังจากกินยาแล้ว อีก 12 ชั่วโมงต่อมาปริมาณก็จะลดต่ำลงมาก ซึ่งหมายความว่าร่างกายจะไม่มีฮอร์โมนชนิดนี้อยู่ในระดับสูงตลอด 24 ชั่วโมง

ขณะที่แผ่นคุมกำเนิดจะทำให้มีระดับของเอสโตรเจนอยู่ในร่างกายในระดับสูงตลอดทั้งวัน ซึ่งจะทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่ออาการเลือดขอดได้ โดยในขณะนี้มีสูตินรีแพทย์บางคนได้เริ่มติดต่อไปยังคนไข้ที่ใช้แผ่นคุมกำเนิดชนิดนี้ ให้เลิกใช้และกลับมารับคำปรึกษาเพื่อเลือกใช้ชนิดอื่นต่อไป

เอริกา ไคลน์ น้องสาวของ แคทาลีน ธอเรน หญิงชาวเมืองร็อคสปริง รัฐไวโอมิง ที่เสียชีวิตด้วยอาการเลือดขอดไปเมื่อปีที่แล้ว หลังจากให้กำเนิดลูกคนที่สองได้ไม่นานและเริ่มใช้แผ่นคุมกำเนิดนี้ โดยอาการก่อนเสียชีวิตคือปวดศีรษะมากซึ่งเกิดจากปริมาณฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกาย ว่า ผู้หญิงทุกคนสมควรที่จะได้รับรู้ข้อเท็จจริงเหล่านี้ ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกใช้การคุมกำเนิดชนิดใดๆ

“ไม่มีใครควรที่จะต้องเจอกับความเลวร้าย เช่นที่พี่สาวของฉันได้พบมา” ไคลน์กล่าว
รอฟังด้วยคนค่า
ยังไม่มีสามีค่ะ แต่พอรู้จักยาประเภทนี้บ้าง
แบบแปะตัวยาจะเหมือนแบบแผงเด๊ะ(แต่แบบกินเองก็มีตัวยาหลายขนาดนะคะ)
เพียงแต่แปะแล้วจะดูดซึมผ่านผิวหนัง
ผลข้างเคียงจะเหมือนทานยาปกติค่ะ
เพราะเป็นฮอโมนชนิดเดียวกัน
แต่คนที่เป็นภูมิแพ้ผิวหนังให้ระวังเพราะอาจแพ้ได้ค่ะ
คือคนที่ติดพลาสเตอร์แล้วคันไม่ควรใช้ค่ะ
ส่วนรายละเอียดเรื่องขนาดของฮอโมนในแผ่นแปะไม่ทราบค่ะ
รอผู้รู้จริงมาไขความกระจ่างอีกทีละกันนะคะ